อว. รับมอบนวัตกรรม “Clear Soil” ผลงานวิจัยธรรมศาสตร์ ฟื้นฟูดินเพื่อการเกษตรหลังน้ำท่วม สู่การฟื้นฟูชุมชนอย่างยั่งยืน

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รับมอบนวัตกรรมเพื่อการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยจากผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่การใช้งานจริงเพื่อแก้ไขปัญหาของสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. พร้อมด้วยคณะผู้บริหารศูนย์ปฏิบัติการสถานการณ์อุทกภัย กระทรวง อว. เป็นประธานในพิธีรับมอบผลงานวิจัยและนวัตกรรมจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือแก่ประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัยทั่วประเทศ โดยนวัตกรรมที่ได้รับมอบครอบคลุมทั้งด้านการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและการจัดการผลกระทบจากภัยพิบัติ สะท้อนบทบาทของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการช่วยเหลือสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

“Clear Soil” นวัตกรรมเด่นจากธรรมศาสตร์

หนึ่งในผลงานสำคัญที่ได้รับความสนใจคือ “Clear Soil” สารชีวภัณฑ์สำหรับฟื้นฟูดินปนเปื้อนสารพิษหลังน้ำท่วม ผลงานของรองศาสตราจารย์ ดร.ดุสิต อธินุวัฒน์ อาจารย์และนักวิจัยจากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

นวัตกรรมดังกล่าวเป็นตัวอย่างของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยซ้ำซาก

ฟื้นฟูดิน ปลอดภัยต่อเกษตรกรและผู้บริโภค

แม้สถานการณ์น้ำท่วมจะคลี่คลายลง แต่สิ่งที่หลงเหลืออยู่ในพื้นที่เกษตรจำนวนมากคือการปนเปื้อนของโลหะหนักและสารพิษที่ถูกพัดพามากับกระแสน้ำ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพผลผลิต สุขภาพของเกษตรกร และความปลอดภัยทางอาหารของผู้บริโภค

Clear Soil พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ปัญหาดังกล่าวโดยเฉพาะ ผ่านการใช้เทคโนโลยีจุลินทรีย์ท้องถิ่น ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติในการย่อยสลาย เปลี่ยนสภาพ หรือกำจัดสารปนเปื้อนและโลหะหนักในดินให้กลายเป็นสารที่ไม่เป็นอันตรายต่อพืช กระบวนการดังกล่าวเป็นการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติหรือ Bioremediation ที่ช่วยคืนความสมดุลให้กับระบบนิเวศในดินอย่างยั่งยืน

เห็นผลจริง ใช้งานง่าย ตอบโจทย์เกษตรกร

ผลการทดลองภาคสนามและการนำไปใช้จริงในพื้นที่นำร่องพบว่า Clear Soil สามารถลดปริมาณโลหะหนักในดินได้ประมาณ 50–100% ภายในระยะเวลาประมาณ 1 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับการปนเปื้อนและสภาพแวดล้อมของแต่ละพื้นที่ด้วย

จุดเด่นสำคัญอีกประการคือความสะดวกในการใช้งาน เกษตรกรไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์เฉพาะทางหรือความรู้ด้านเทคนิคขั้นสูง เพียงผสมสารชีวภัณฑ์กับน้ำแล้วฉีดพ่นในพื้นที่เพาะปลูก จุลินทรีย์จะทำหน้าที่ฟื้นฟูดินตามธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ช่วยเร่งกระบวนการฟื้นตัวที่อาจต้องใช้เวลาหลายปีให้สั้นลงอย่างมีนัยสำคัญ แนวคิดสำคัญของงานวิจัยชิ้นนี้คือการพัฒนาเทคโนโลยีที่เข้าถึงง่าย ใช้งานได้จริง และช่วยเพิ่มศักยภาพให้เกษตรกร มากกว่าการสร้างภาระเพิ่มเติมให้กับผู้ใช้งาน

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติได้สนับสนุนการขยายผลนวัตกรรมดังกล่าวจากระดับห้องปฏิบัติการสู่การทดลองใช้งานในพื้นที่จริง (Sandbox) ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ พื้นที่นำร่องที่ดำเนินการแล้ว ได้แก่

  • จังหวัดเพชรบูรณ์ สำหรับการฟื้นฟูพื้นที่เพาะปลูกพืชผักและพืชเศรษฐกิจ
  • อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย สำหรับการฟื้นฟูสวนส้มโอที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม

ผลการดำเนินงานพบว่าพื้นที่ที่ผ่านการฟื้นฟูด้วย Clear Soil สามารถกลับมามีสภาพเหมาะสมต่อการเพาะปลูกได้เร็วกว่าการฟื้นตัวตามธรรมชาติอย่างชัดเจน ช่วยลดระยะเวลาการสูญเสียรายได้และเพิ่มโอกาสในการกลับมาประกอบอาชีพของเกษตรกร

นวัตกรรมเพื่อประชาชน สู่เกษตรกรรมที่ยั่งยืน

นอกจากจะเป็นมาตรการช่วยเหลือเฉพาะหน้าแล้ว การนำนวัตกรรมชิ้นนี้ไปใช้ในพื้นที่ประสบภัยยังเป็นการวางรากฐานสำคัญสู่ระบบเกษตรกรรมที่ปลอดภัย ลดการสะสมของสารตกค้าง และสร้างความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว

นวัตกรรมชิ้นนี้สะท้อนพันธกิจของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในการสร้าง “นวัตกรรมเพื่อประชาชน” (Innovation for the People) โดยเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ให้เป็นเครื่องมือที่จับต้องได้ สามารถแก้ปัญหาจริงของสังคม และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ยังสะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะ SDG 2: ขจัดความหิวโหย, SDG 13: การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ SDG 15: การใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางบกอย่างยั่งยืน ผ่านการนำวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมมาเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูชุมชนและสร้างความยั่งยืนให้กับภาคเกษตรกรรมไทย

ผลการจัดอันดับ QS Sustainability Rankings 2026 – ธรรมศาสตร์ ย้ำจุดยืน “มหาวิทยาลัยเพื่อประชาชนและความยั่งยืน” โดดเด่นด้วยคะแนนธรรมาภิบาลและการสร้างผลกระทบเชิงสังคม

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 บริษัท Quacquarelli Symonds (QS) องค์กรชั้นนำระดับโลกด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและการจัดอันดับสถาบันอุดมศึกษา ประกาศผลการจัดอันดับ QS World University Rankings: Sustainability 2026 ซึ่งเป็นการประเมินศักยภาพของมหาวิทยาลัยทั่วโลกในการมีส่วนร่วมต่อการแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมในระดับโลก

ปีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของวงการอุดมศึกษาโลก โดยมีมหาวิทยาลัยเกือบ 2,000 แห่งเข้าร่วมการประเมิน สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของเกณฑ์ความเป็นเลิศทางการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ที่ไม่ได้พิจารณาเพียงชื่อเสียงทางวิชาการหรือจำนวนผลงานวิจัยที่ได้รับการอ้างอิงอีกต่อไป แต่ยังให้ความสำคัญกับผลกระทบที่มหาวิทยาลัยสร้างให้แก่สังคม การกำกับดูแลที่มีธรรมาภิบาล และการมีส่วนร่วมต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก

ธรรมศาสตร์กับบทพิสูจน์คุณภาพในเวทีโลก

ท่ามกลางการแข่งขันของสถาบันอุดมศึกษาจากทั่วโลก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้รับการจัดอันดับ ที่ 430 ของโลก และ อันดับ 4 ของประเทศไทย ด้วยคะแนนรวม 71.6 คะแนน ความสำคัญของผลการจัดอันดับครั้งนี้เป็นภาพสะท้อนของอัตลักษณ์และพันธกิจของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มุ่งสร้างความเป็นเลิศทางวิชาการควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคม การส่งเสริมประชาธิปไตย ความเป็นธรรม และการทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ

เมื่อพิจารณารายละเอียดของคะแนนในแต่ละด้าน เราจะได้เห็นจุดแข็งที่สอดคล้องกับบทบาททางประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยอย่างชัดเจน

ธรรมาภิบาล รากฐานสำคัญของความยั่งยืน

หนึ่งในผลลัพธ์ที่โดดเด่นที่สุดของธรรมศาสตร์ในปีนี้คือคะแนนด้าน Governance หรือการกำกับดูแลองค์กร ซึ่งได้รับคะแนนสูงถึง 89.3 คะแนน

ผลการประเมินดังกล่าวสะท้อนถึงการสั่งสมวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดมั่นในหลักนิติธรรม ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน

ในยุคที่คำว่า “ความยั่งยืน” มักถูกเชื่อมโยงกับประเด็นสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก ธรรมศาสตร์ได้แสดงให้เห็นว่าการมีระบบบริหารจัดการที่เข้มแข็งและมีธรรมาภิบาล คือรากฐานสำคัญที่ทำให้การพัฒนาในทุกมิติสามารถเกิดขึ้นได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ผลกระทบทางสังคม จากตลาดวิชาสู่ศูนย์กลางการสร้างองค์ความรู้เพื่อสังคม

ในมิติ Social Impact ธรรมศาสตร์ยังคงบทบาทของการเป็นมหาวิทยาลัยที่เชื่อมโยงองค์ความรู้กับสังคม โดยมีผลการดำเนินงานโดดเด่นในสองตัวชี้วัดที่สำคัญ ได้แก่

Knowledge Exchange (87.7 คะแนน)

คะแนนในด้านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้สะท้อนความสำเร็จของมหาวิทยาลัยในการนำองค์ความรู้จากห้องเรียนและงานวิจัยออกไปสร้างประโยชน์ให้แก่ภาคสังคม ภาคอุตสาหกรรม และเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ เพราะธรรมศาสตร์ทำหน้าที่ทั้งผลิตองค์ความรู้ และเป็นสะพานเชื่อมระหว่างวิชาการกับการพัฒนาสังคมอย่างเป็นรูปธรรมไปพร้อมกัน

Equality (84.3 คะแนน)

ผลการประเมินด้านความเท่าเทียมนี้ตอกย้ำจิตวิญญาณของการเป็น “มหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน” ที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เปิดโอกาสให้ผู้คนจากหลากหลายภูมิหลังสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ และส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เคารพในความหลากหลายและความแตกต่าง

การศึกษาเพื่อความยั่งยืน สร้างคนรุ่นใหม่ที่มีหัวใจสีเขียว

ในมิติ Environmental Impact ธรรมศาสตร์ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย Green University อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตัวชี้วัด Environmental Education ซึ่งได้รับคะแนน 66.2 คะแนน

ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนความพยายามของมหาวิทยาลัยในการบูรณาการแนวคิดด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมเข้าไปในกระบวนการเรียนการสอน เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้กับนักศึกษา เพราะเป้าหมายของธรรมศาสตร์คือการมุ่งสร้าง “คนที่มีวิธีคิดเพื่อความยั่งยืน” ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมในอนาคต

การสร้างผลกระทบที่จับต้องได้

QS Sustainability Rankings ให้ความสำคัญกับหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมได้จริงมากน้อยเพียงใด สำหรับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น ผลการจัดอันดับปี 2026 จึงเป็นทั้งเครื่องยืนยันถึงจุดแข็งขององค์กร และเป็นเข็มทิศสำคัญสำหรับการพัฒนาในอนาคต

ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนว่าธรรมาภิบาลยังคงเป็นรากฐานของความเชื่อมั่นจากสังคม ความเป็นธรรมทางสังคมยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัย และการศึกษาของธรรมศาสตร์ยังคงมุ่งสร้างประโยชน์สาธารณะทั้งในระดับประเทศและระดับโลก

ขณะที่มหาวิทยาลัยกำลังก้าวสู่การเป็น “มหาวิทยาลัยแห่งความยั่งยืน” อย่างเต็มรูปแบบ ธรรมศาสตร์ยังคงยึดมั่นในพันธกิจการสร้างองค์ความรู้เพื่อสังคม พัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ที่มีความรับผิดชอบ และสร้างผลกระทบเชิงบวกที่ขยายออกไปไกลกว่ารั้วมหาวิทยาลัย

ที่มา: QS Sustainability Rankings 2026

4 เส้นทางสู่การขับเคลื่อน SDGs ของมหาวิทยาลัย: จากการทำงานแบบต่างคนต่างทำ สู่พลังความร่วมมือเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

การขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) กลายเป็นภารกิจสำคัญที่กำลังทดสอบศักยภาพและความพร้อมของสถาบันอุดมศึกษาทั่วโลก จากเดิมที่การดำเนินงานของมหาวิทยาลัยมักอยู่ในรูปแบบต่างหน่วยงานต่างดำเนินการ คณะ ภาควิชา หรือศูนย์วิจัยต่างขับเคลื่อนภารกิจภายใต้เป้าหมายและตัวชี้วัดของตนเอง แม้จะก่อให้เกิดประโยชน์ในระดับพื้นที่หรือเฉพาะประเด็น แต่ผลลัพธ์จำนวนไม่น้อยยังไม่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบได้อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความท้าทายร่วมของโลก ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ปัญหาสิ่งแวดล้อม หรือความเปราะบางเชิงโครงสร้างของสังคม การทำงานแบบต่างคนต่างทำอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องพัฒนาตนเองจากการเป็นองค์กรที่ประกอบด้วยหน่วยงานย่อยจำนวนมาก ไปสู่การเป็นระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ ทรัพยากร และเครือข่ายความร่วมมือเข้าด้วยกัน เพื่อสร้าง “ผลกระทบร่วม” (Collective Impact) ที่สามารถขยายผลและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน

ประเด็นดังกล่าวถูกถ่ายทอดผ่านการเสวนา “มหาวิทยาลัยขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนกันอย่างไร” ซึ่งรวบรวมประสบการณ์การทำงานจริงจากมหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยสยาม และเครือข่าย SDSN Thailand โดยสะท้อนให้เห็น 4 แนวทางสำคัญที่ช่วยให้มหาวิทยาลัยก้าวข้ามวัฒนธรรมการทำงานแบบไซโล (Silo) และสร้างผลลัพธ์ด้านความยั่งยืนที่มีความหมายต่อสังคม

1. สร้างรากฐานองค์กรที่แข็งแรง ก่อนเปลี่ยนแปลงโลกภายนอก

ก่อนที่มหาวิทยาลัยจะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อสังคมได้ จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการสร้างความพร้อมภายในองค์กรเสียก่อน ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ชนิตา รักษ์พลเมือง จากมหาวิทยาลัยสยาม ชี้ให้เห็นว่าปัจจัยสำคัญที่สุดคือ “ภาวะผู้นำ” หากผู้บริหารให้ความสำคัญและสนับสนุนอย่างจริงจัง การขับเคลื่อนความยั่งยืนจะไม่ใช่เพียงนโยบายบนกระดาษ แต่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร ขณะเดียวกัน การสร้างทีมงานที่มีเป้าหมายร่วมกันก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน บุคลากรที่มี “ใจอยากทำ” จะสามารถขับเคลื่อนงานได้อย่างมีพลังและยั่งยืนมากกว่าการทำงานเพียงเพื่อปฏิบัติตามคำสั่ง

อีกกลไกสำคัญคือการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษา โดยเฉพาะรายวิชาศึกษาทั่วไป (General Education) เพื่อปลูกฝัง “กรอบความคิดด้านความยั่งยืน” ให้แก่นักศึกษาทุกคน ไม่ว่าจะเรียนในสาขาใดก็ตาม มหาวิทยาลัยสยามเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ปรับหลักสูตรให้ผู้เรียนได้เผชิญกับปัญหาจริงของสังคม และเรียนรู้ว่าความรู้และแนวคิดของตนสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้จริงอย่างไร

2. เปลี่ยนจาก “การเข้าไปทำให้ชุมชน” เป็น “การทำงานร่วมกับชุมชน”

หนึ่งในปัญหาที่ผู้ร่วมเสวนาหลายคนสะท้อนตรงกันคือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “ชุมชนช้ำ” โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปานนท์ ลาชโรจน์ จากมหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า หลายครั้งที่คณะหรือหน่วยงานต่าง ๆ จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน หรือแม้แต่มหาวิทยาลัยต่างแห่ง ต่างลงพื้นที่เดียวกันเพื่อทำวิจัยหรือบริการวิชาการโดยขาดการประสานงาน ส่งผลให้ชุมชนต้องตอบคำถามซ้ำ ๆ และแบกรับภาระจากโครงการจำนวนมาก การแก้ไขปัญหานี้จำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการ “ผลักโครงการของมหาวิทยาลัยเข้าไปสู่ชุมชน” ไปสู่การ “รับฟังเสียงของชุมชน” และให้ชุมชนเป็นผู้สะท้อนความต้องการที่แท้จริง

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ชนิตา เสริมว่ามหาวิทยาลัยสยามใช้แนวทาง “อยู่กับชุมชน” โดยนำปัญหาของพื้นที่มาเป็นจุดตั้งต้นและสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวในรูปแบบ Living Lab การทำงานเช่นนี้จึงไม่ได้จบลงเมื่อโครงการหรือรายวิชาสิ้นสุดลง แต่เป็นการร่วมเดินทางไปกับชุมชนจนกว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน ซึ่งช่วยสร้างความไว้วางใจและทำให้มหาวิทยาลัยกลายเป็นหุ้นส่วนของการพัฒนาอย่างแท้จริง

3. สร้างพลังจากเครือข่าย ไม่ใช่ทำงานเพียงลำพัง

เมื่อการทำงานโดยลำพังมีข้อจำกัด การสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรจึงกลายเป็นกลไกสำคัญในการขยายผลกระทบ คุณนันทินี มาลานนท์ จาก SDSN Thailand สะท้อนว่า แม้จะมีเครือข่ายมหาวิทยาลัยจำนวนมากเกิดขึ้นทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ แต่สิ่งที่ยังขาดอยู่คือการเชื่อมโยงเครือข่ายเหล่านั้นเข้าด้วยกันภายใต้วิสัยทัศน์ร่วม ความท้าทายสำคัญจึงไม่ใช่การสร้างเครือข่ายเพิ่มขึ้น แต่คือการสร้าง “พลังเสริม” (Synergy) ระหว่างเครือข่ายที่มีอยู่

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปานนท์ ยกตัวอย่างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดลและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นการผสานจุดแข็งของทั้งสองสถาบันเข้าด้วยกัน จนสามารถสร้างผลกระทบต่อสังคมในระดับที่มหาวิทยาลัยใดมหาวิทยาลัยหนึ่งไม่สามารถทำได้เพียงลำพัง

ขณะที่ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ชนิตา เน้นย้ำว่า การเลือกพันธมิตรที่มีเป้าหมายและคุณค่าร่วมกันเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จ เพราะจะช่วยให้การทำงานร่วมกันมีความต่อเนื่องและสามารถก้าวข้ามอุปสรรคได้ดียิ่งขึ้น

4. ขับเคลื่อนวาระร่วม เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในวงกว้าง

เมื่อมีเครือข่ายที่เข้มแข็งแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการกำหนด “วาระร่วม” เพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงในระดับที่กว้างขึ้น คุณนันทินีเสนอว่ามีอย่างน้อยสองประเด็นสำคัญที่มหาวิทยาลัยควรร่วมกันผลักดัน ได้แก่

  • การศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Education for Sustainable Development: ESD) – มหาวิทยาลัยควรร่วมกันผลักดันให้แนวคิด ESD กลายเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการอุดมศึกษาระดับประเทศ เพื่อให้การสร้างพลเมืองที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นภารกิจร่วมของทุกสถาบัน
  • การสร้างพื้นที่สำหรับเยาวชน – การเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาจากหลากหลายมหาวิทยาลัยได้พบปะ แลกเปลี่ยน และทำกิจกรรมร่วมกัน จะช่วยลดการทำงานแบบต่างคนต่างทำ และเพิ่มศักยภาพของคนรุ่นใหม่ในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม

วาระร่วมเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในระดับนโยบายและระดับพื้นที่ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการที่มหาวิทยาลัยสยามร่วมกับสำนักงานเขตภาษีเจริญผลักดันประเด็น “ทางเท้าปลอดภัย” จนพัฒนาเป็นนวัตกรรม S-Guard ซึ่งช่วยยกระดับความปลอดภัยของผู้ใช้ทางเท้าได้อย่างเป็นรูปธรรม

ความยั่งยืนที่แท้จริง เริ่มต้นจากการร่วมมือกัน

บทเรียนจากเวทีเสวนาครั้งนี้สะท้อนข้อเท็จจริงสำคัญว่า มหาวิทยาลัยไม่สามารถขับเคลื่อนความยั่งยืนได้ด้วยการทำงานแบบแยกส่วนอีกต่อไป การสร้างผลกระทบที่มีความหมายต่อสังคมจำเป็นต้องอาศัยรากฐานองค์กรที่เข้มแข็ง การทำงานร่วมกับชุมชนในฐานะหุ้นส่วน การใช้พลังของเครือข่าย และการขับเคลื่อนวาระร่วมที่ก้าวข้ามขอบเขตของแต่ละสถาบัน

เมื่อมหาวิทยาลัยสามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ ทุนทางปัญญา และความรับผิดชอบต่อสังคมเข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความยั่งยืนจะไม่ใช่เพียงเป้าหมายเชิงนโยบาย แต่จะกลายเป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง วัดผลได้ และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้คนในวงกว้าง


เรียบเรียงและสรุปจากเวทีเสวนา “มหาวิทยาลัยขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนกันอย่างไร”
จัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

ธรรมศาสตร์ตอบโจทย์ SDGs สร้างกำลังคนผ่าน 3 หลักสูตรใหม่ เสริม Green Economy ให้ไทย รับตลาดโลกมูลค่า 300 ล้านล้านบาท

โลกเหลือเวลาอีกเพียง 5 ปี ในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ให้ทันภายในปี ค.ศ. 2030 ในช่วงเวลานี้ ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และสถาบันการศึกษาทั่วโลกต่างกำลังปรับเปลี่ยนวิธีคิด รูปแบบการดำเนินงาน และแนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ครั้งใหญ่ เพื่อให้สอดรับกับบริบทใหม่ของโลกที่ความยั่งยืนกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและองค์กรไปแล้ว

ศาสตราจารย์ ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย​์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ปัจจุบัน SDGs ไม่ได้เป็นเพียงเป้าหมายเชิงสมัครใจที่องค์กรจะเลือกดำเนินการหรือไม่ก็ได้อีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่การเป็น “กลไกจัดระเบียบโลก” ที่ส่งผลต่อกฎเกณฑ์ทางการค้า การลงทุน และการดำเนินธุรกิจในระดับสากล ตัวอย่างสำคัญคือมาตรการ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานและกติกาการค้าระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะเดียวกัน การประเมินจากหลายสำนักคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) จะมีมูลค่าสูงถึง 10.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 300 ล้านล้านบาท ภายในปี 2050 และจะกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เดินหน้าสร้าง “กำลังคนเพื่อความยั่งยืน” รับเทรนด์เศรษฐกิจโลกยุคใหม่ผ่านการออกแบบหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจแห่งอนาคต พร้อมยกระดับบทบาทของมหาวิทยาลัยจากผู้ผลิตบัณฑิต สู่การเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรของประเทศ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “โลกจะเปลี่ยนหรือไม่” แต่คือ “ประเทศไทยจะเตรียมกำลังคนให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างไร”

3 หลักสูตรใหม่ ขับเคลื่อนอนาคตประเทศ

ธรรมศาสตร์ได้ออกแบบหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานแห่งอนาคต โดยแบ่งเป็น 3 ส่วนสำคัญ ดังนี้

1 – หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาการจัดการความยั่งยืน (B.Sc. Sustainability Management) ภายใต้วิทยาลัยสหวิทยาการ

หลักสูตรนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างหลายคณะภายในมหาวิทยาลัยและเครือข่ายภาคธุรกิจอย่าง Global Compact Network Thailand (GCNT) โดยมีเป้าหมายในการผลิตบุคลากรรุ่นใหม่ที่สามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านความยั่งยืนขององค์กรได้จริง

จุดเด่นของหลักสูตร

  • เรียนรู้แบบสหวิทยาการ ครอบคลุมมิติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)
  • สั่งสมประสบการณ์ฝึกงานมากกว่า 1,000 ชั่วโมง
  • มีโอกาสทำงานร่วมกับองค์กรชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงภาคธุรกิจ องค์กรพัฒนาเอกชน และหน่วยงานด้านความยั่งยืน

บัณฑิตที่จบจากหลักสูตรนี้จะได้มีความรู้ทั้งทางทฤษฎี และมีความพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนที่สามารถช่วยองค์กรปรับตัวและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง

2 – หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาศักยภาพมนุษย์และสุขภาวะ (Bachelor of Arts in Human Potential and Well-being) ภายใต้คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์

ความยั่งยืนไม่ได้หมายถึงสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์และคุณภาพชีวิตของผู้คน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการบุคลากรด้านสุขภาวะและการพัฒนามนุษย์ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก

จุดเด่นของหลักสูตร

  • บูรณาการองค์ความรู้ด้านจิตวิทยา ประสาทวิทยาศาสตร์ วิทยาการเรียนรู้ และแนวทางการดูแลสุขภาวะ
  • ศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ ความสามารถในการปรับตัว และการเสริมสร้างศักยภาพของผู้คน
  • พัฒนาผู้เชี่ยวชาญที่สามารถออกแบบระบบส่งเสริมสุขภาวะในองค์กร ชุมชน และสังคม

บัณฑิตจากหลักสูตรนี้จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ การทำงาน และคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว

3 – หลักสูตรอบรมผู้นำเพื่อความยั่งยืน (TU ESG NEXT for Sustainability Leadership) โดยสถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์

การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากคนรุ่นใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยผู้นำองค์กรที่มีวิสัยทัศน์และความเข้าใจต่อความท้าทายของโลกยุคใหม่ โครงการอบรมนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อยกระดับศักยภาพของผู้บริหารจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคธุรกิจ หรือรัฐวิสาหกิจ

จุดเด่นของหลักสูตร

  • เสริมความรู้ด้าน ESG และ SDGs ในระดับยุทธศาสตร์
  • เรียนรู้การลงทุนเพื่อความยั่งยืนและการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ
  • พัฒนาแผนปฏิบัติการด้านความยั่งยืนที่สามารถนำไปใช้จริงในองค์กร

ผู้เข้าร่วมหลักสูตรจะได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญและผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านความยั่งยืนของประเทศ พร้อมเสริมศักยภาพในการรับมือกับกฎระเบียบและความท้าทายใหม่ของเศรษฐกิจโลก

ครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ศาสตราจารย์ ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี อธิบายว่า จุดแข็งสำคัญของทั้งสามหลักสูตรคือการทำงานร่วมกันในฐานะระบบนิเวศการพัฒนากำลังคน

“ทั้งสามหลักสูตรครอบคลุมตั้งแต่บัณฑิตจนถึงผู้บริหารระดับสูง ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อช่วยให้องค์กรปรับตัวสู่แนวทางความยั่งยืนได้อย่างมั่นคง และสร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศ” — ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กำลังวางรากฐานสำคัญในการสร้างกำลังคนแห่งอนาคต ผ่านการพัฒนาผู้นำ นักสร้างการเปลี่ยนแปลง และผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมขับเคลื่อนประเทศสู่การเติบโตที่สมดุล ยืดหยุ่น และยั่งยืนในระยะยาว

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : https://tu.ac.th/thammasat-061168-3-new-courses-sdgs

ธรรมศาสตร์ตอกย้ำบทบาท “มหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน” เปิดเวทีโลก ICSW & APSF 2025 ผนึก 90 ประเทศ ขับเคลื่อน SDG 16 และ 17 สร้างสังคมที่เป็นธรรมและยั่งยืน

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะสถาบันการศึกษาที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนมาอย่างยาวนาน ได้แสดงบทบาทนำในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) อย่างเป็นรูปธรรมอีกครั้ง ด้วยการผนึกกำลังกับเครือข่ายองค์กรประชาธิปไตยและภาคประชาสังคมระดับโลก เปิด “งานสัปดาห์ประชาสังคม นานาชาติ และ เวทีประชาสังคมเอเชียแปซิฟิก ปี 2568” (International Civil Society Week & Asia Pacific Social Forum 2025 – ICSW & APSF 2025) ระหว่างวันที่ 1–5 พฤศจิกายน 2568 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อน SDG 17: Partnerships for the Goals (ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน) โดยเป็นการรวมพลังของภาคีเครือข่ายระดับโลก ทั้ง Asia Democracy Network (ADN), CIVICUS: World Alliance for Citizen Participation, และ Asia Pacific Social Forum (APSF) ร่วมกับธรรมศาสตร์ ในการสร้างเวทีแลกเปลี่ยนระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดเวทีหนึ่ง โดยมีผู้นำองค์กรภาคประชาสังคม นักวิชาการ นักกิจกรรม และเยาวชนกว่า 1,300 คน จาก 90 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วม

เป้าหมายหลักของเวทีนี้ คือการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแสวงหาแนวทางความร่วมมือ เพื่อขับเคลื่อนสังคมที่เท่าเทียมและยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องโดยตรงกับ SDG 16: Peace, Justice and Strong Institutions (สังคมสงบสุข ยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง) อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ

รศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในพิธีเปิดต้อนรับผู้แทนจาก 90 ประเทศ โดยเน้นย้ำว่า การจัดงานครั้งนี้สอดคล้องกับภารกิจหลักของมหาวิทยาลัยในการเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนโลกที่เท่าเทียมและยั่งยืน

“ภาคประชาสังคมคือหัวใจของประชาธิปไตย การจัดงานครั้งนี้ที่ธรรมศาสตร์จึงไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์ แต่คือการสานต่อภารกิจของมหาวิทยาลัยในการเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยน และการร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนโลกที่เท่าเทียมและยั่งยืน” พร้อมเน้นว่า มหาวิทยาลัยไม่ควรเป็นเพียงสถานที่ถ่ายทอดความรู้ แต่ควรเป็น “เวทีแห่งเสรีภาพและความรับผิดชอบทางสังคม” เพื่อหล่อหลอมพลเมืองที่กล้าคิด กล้าพูด และกล้าปกป้องความถูกต้อง

เวที ICSW & APSF 2025 ไม่เพียงสะท้อนถึงการเป็นพันธมิตรระดับโลก (SDG 17) ผ่านการรวมตัวของผู้แทนจากองค์กรหลักอย่าง CIVICUS, ADN, มูลนิธิวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ACFOD), สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เท่านั้น แต่ยังตอกย้ำพันธกิจของธรรมศาสตร์ในการเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับภาคประชาสังคม (Civic Space) เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายและตรวจสอบการทำงาน ซึ่งเป็นหัวใจของ SDG 16

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนสำคัญในการผลักดันเวทีระดับนานาชาติครั้งนี้ สะท้อนการยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และเสรีภาพทางความคิด เพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียมและยั่งยืนอย่างแท้จริง และจะยังคงมุ่งมั่นเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และขับเคลื่อนเพื่อความเปลี่ยนแปลงที่ดี เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกันต่อไป

พลิกปัญหาน้ำเสียสู่คุณภาพชีวิต: ธรรมศาสตร์ชู “ปทุมธานีโมเดล” สร้างสวนชุมชนจากนวัตกรรมบำบัดน้ำ

ชุมชนแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานีเคยเผชิญปัญหาน้ำท่วมขังเรื้อรัง น้ำเสียส่งกลิ่นรบกวน และขาดพื้นที่สีเขียวสำหรับการใช้ชีวิตร่วมกัน คนในพื้นที่ต้องอยู่กับสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตมาเป็นเวลานาน ก่อนที่พื้นที่กว่า 2,100 ตารางเมตร แห่งนี้จะเปลี่ยนบทบาทใหม่ กลายเป็นสวนชุมชนที่เขียวชอุ่ม มีชีวิตชีวา และตอบโจทย์การใช้งานของคนทุกช่วงวัย

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดจาก “โครงการปทุมธานีโมเดล” ซึ่งนำแนวคิดการจัดการน้ำอย่างยั่งยืนมาแก้ปัญหาพื้นที่เมือง โครงการนำน้ำทิ้งจากครัวเรือนมาบำบัดและหมุนเวียนใช้ใหม่ แทนการปล่อยน้ำเสียลงสู่คลองสาธารณะ พร้อมทั้งพัฒนาพื้นที่รกร้างให้กลายเป็นสวนชุมชนที่สร้างประโยชน์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจในระดับชุมชน

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ริเริ่มโครงการนี้ โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร. คิม นีล ไอร์ไวน์ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ฟ้า ลิขิตสวัสดิ์ ทำหน้าที่ขับเคลื่อนหลัก ร่วมกับพันธมิตรอย่าง สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) และ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (CODI) ทุกภาคส่วนทำงานร่วมกันด้วยเป้าหมายเดียวกัน คือ ยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมืองผ่านนวัตกรรมและการมีส่วนร่วมของชุมชน

นวัตกรรมที่เปลี่ยนน้ำทิ้งให้เป็นน้ำใส

ทีมโครงการนำ “สวนบำบัดน้ำแนวตั้ง” มาใช้เป็นหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหา ระบบนี้ผสานองค์ความรู้ด้านภูมิสถาปัตยกรรม วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม และธรรมชาติบำบัดเข้าด้วยกัน โดยใช้พืชพรรณเฉพาะทางร่วมกับชั้นวัสดุกรองตามธรรมชาติ เช่น กรวด ทราย และวัสดุชีวภาพ ทำหน้าที่กรองและฟื้นฟูคุณภาพน้ำอย่างเป็นขั้นตอน

ระบบสวนบำบัดน้ำแนวตั้งสามารถจัดการน้ำทิ้งจากการอุปโภค หรือ greywater ได้สูงสุดถึง วันละ 9,000 ลิตร ก่อนนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้รดน้ำและหล่อเลี้ยงสวนชุมชนโดยรอบ แนวทางนี้ช่วยลดปริมาณน้ำเสีย ลดภาระระบบระบายน้ำ และสร้างวงจรการใช้น้ำอย่างคุ้มค่าในพื้นที่เดียวกัน นอกจากนั้น สวนชุมชนแห่งนี้เต็มไปด้วยพืชผักสวนครัว สมุนไพร และไม้ประดับที่ชาวบ้านดูแลร่วมกัน พื้นที่สีเขียวไม่เพียงช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศในเมือง แต่ยังลดความร้อน เพิ่มความร่มรื่น และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับครัวเรือนในชุมชน

ชุมชนคือ “ผู้สร้าง” ไม่ใช่แค่ “ผู้รับ”

โครงการปทุมธานีโมเดลยึดหลักการทำงานที่ให้ ชุมชนเป็นศูนย์กลาง ทีมงานเปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมตั้งแต่การสะท้อนปัญหาที่พบในชีวิตประจำวัน การกำหนดความต้องการของพื้นที่ ไปจนถึงการออกแบบแนวทางแก้ไขร่วมกับนักวิชาการ

เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการก่อสร้าง ชุมชนยังคงมีบทบาทสำคัญ ช่างในพื้นที่ร่วมลงมือสร้างและติดตั้งระบบต่าง ๆ ด้วยตนเอง กระบวนการนี้ช่วยให้ชาวบ้านเข้าใจโครงสร้างและการทำงานของระบบอย่างแท้จริง ส่งผลให้สามารถดูแล ซ่อมแซม และพัฒนาพื้นที่ต่อไปได้โดยไม่ต้องพึ่งพาภายนอกมากนัก การทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ ความภูมิใจ และความรับผิดชอบร่วม ซึ่งกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้โครงการดำเนินต่อไปได้ในระยะยาว

ห้องเรียนภาคสนามของนักศึกษาสู่การแก้ปัญหาจริง

โครงการปทุมธานีโมเดลยังทำหน้าที่เป็นห้องเรียนภาคสนามสำหรับนักศึกษาภูมิสถาปัตยกรรมและสาขาที่เกี่ยวข้อง นักศึกษาได้ลงพื้นที่จริง ทำงานร่วมกับนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ และชาวบ้านในบริบทของพื้นที่จริง ประสบการณ์นี้ช่วยให้นักศึกษาเข้าใจมิติทางสังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม พร้อมพัฒนาทักษะการทำงานข้ามศาสตร์ การสื่อสาร และการออกแบบเชิงมนุษย์เป็นศูนย์กลาง นักศึกษาจึงได้เรียนรู้ว่า การออกแบบที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากการฟังและทำงานร่วมกับผู้คนในพื้นที่

ด้วยงบประมาณสนับสนุนกว่า 5.3 ล้านบาท โครงการปทุมธานีโมเดลสร้างผลลัพธ์ที่ชัดเจนทั้งด้านกายภาพและสังคม ชุมชนมีระบบจัดการน้ำที่ดีขึ้น มีพื้นที่สีเขียวสำหรับกิจกรรมร่วม และมีองค์ความรู้ในการดูแลพื้นที่ด้วยตนเอง สวนชุมชนยังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจจากการปลูกพืชผักและสมุนไพรเพื่อบริโภคและจำหน่ายในชุมชน พร้อมทำหน้าที่เป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านการจัดการน้ำและสิ่งแวดล้อมให้กับผู้ที่สนใจจากพื้นที่อื่น

ปทุมธานีโมเดลจึงกลายเป็นตัวอย่างของการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน ที่เริ่มจากการแก้ปัญหาจริงของชุมชน และเติบโตจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนอย่างเป็นรูปธรรม

Thammasat University Sustainability Report 2024

Thammasat University’s 2024 Sustainability Report presents a comprehensive overview of the university’s commitment to advancing the Sustainable Development Goals (SDGs) through research, outreach, and academic services. Through this report, Thammasat University reaffirms its role as a catalyst for sustainability, aspiring to inspire similar commitments across academia for a more equitable, sustainable future.

Scroll down below to see the overview of Thammasat University’s contribution to all 17 SDGs.

Rector Statement
About Thammasat
An Overview of Thammasat University’s Sustainability Policy and Operation
At a Glance
THE Impact Ranking 2025
SDG 1 End Poverty in All Its Forms Everywhere
SDG 2 End Hunger, Achieve Food Security and Improved Nutrition and Promote Sustainable Agriculture
SDG 3 Ensure Healthy Lives and Promote Well-Being for All at All Ages
SDG 4 Ensure Inclusive and Equitable Quality Education and Promote Lifelong Learning Opportunities for All
SDG 5 Achieve Gender Equality and Empower All Women and Girls
SDG 6 Ensure Availability and Sustainable Management of Water and Sanitation for All
SDG 7 Ensure Access to Affordable, Reliable, Sustainable and Modern Energy for All
SDG 8 Promote Sustained, Inclusive and Sustainable Economic Growth, Full and Productive Employment and Decent Work for All
SDG 9 Build Resilient Infrastructure, Promote Inclusive and Sustainable Industrialization and Foster Innovation
SDG 10 Reduce Inequality Within and Among Countries
SDG 11 Make Cities and Human Settlements Inclusive, Safe, Resilient and Sustainable
SDG 12 Ensure Sustainable Consumption and Production Patterns
SDG 13 Take Urgent Action to Combat Climate Change and Its Impacts
SDG 14 Conserve and Sustainably Use the Oceans, Seas and Marine Resources for Sustainable Development
SDG 15 Protect and Restore Ecosystems, Manage Forests, Combat Desertification, and Halt Biodiversity Loss
SDG 16 Promote Peaceful, Inclusive and Just Societies, and Effective Inclusive and Accountable Institutions for Sustainable Development
SDG 17 Strengthen the Means of Implementation and Revitalize the Global Partnership for Sustainable Development

เปิดคลังความรู้สู่สาธารณะ: บทบาทหอสมุดธรรมศาสตร์ ในการขับเคลื่อน SDGs ผ่านการคัดสรรและชี้เป้างานวิจัย

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ในทุกมิติ และหนึ่งในกลไกสำคัญที่ทำหน้าที่เป็นคลังสมองสนับสนุนภารกิจนี้ คือ หอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

หอสมุดฯ ได้ดำเนินงานเชิงรุกในการรวบรวมงานวิจัย บทความ และหนังสือที่เกี่ยวข้องกับ SDGs ทั้ง 17 เป้าหมาย เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามนโยบายของมหาวิทยาลัย และทำหน้าที่เป็นแหล่งค้นคว้าที่สำคัญให้กับนักศึกษา นักวิจัย และประชาชนทั่วไปที่สนใจศึกษาในประเด็นการพัฒนาที่ยั่งยืน

กลยุทธ์ “คัดสรรและเชื่อมโยง” งานวิจัยสู่ประเด็นสังคม

สิ่งที่ทำให้การดำเนินงานของหอสมุดฯ โดดเด่น คือการนำองค์ความรู้เหล่านั้นมาสื่อสารผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ได้เพียงแค่นำเสนอรายการทรัพยากรแบบทั่วไป แต่ใช้กลยุทธ์ “คัดสรร” งานวิจัยที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเด็นที่อยู่ในความสนใจ และนำมา “จัดกลุ่มและเชื่อมโยง” เข้ากับเป้าหมาย SDGs ที่เกี่ยวข้อง

การนำเสนอจะถูกจัดทำเป็นธีมที่น่าสนใจและเข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อสร้างความตระหนักรู้และกระตุ้นความสนใจให้คนทั่วไปได้คลิกเข้าไปอ่านเอกสารฉบับเต็ม

ตัวอย่างเช่น การหยิบยกประเด็น “คุณแม่วัยใส” มาเชื่อมโยงกับ SDG 3 (Good Health and Well-being) และ SDG 4 (Quality Education) โดยนำเสนอหัวข้องานวิจัยที่เกี่ยวข้อง หรือการรวบรวมประเด็นร้อนในสังคมอย่าง “แรงงานต่างด้าว ผู้ลี้ภัย และจีนเทา” ที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง และเชื่อมโยงไปยัง SDG 3, SDG 10 (Reduced Inequalities) และ SDG 16 (Peace, Justice and Strong Institutions)

นอกจากนี้ ยัง “ชี้เป้า” งานวิจัยและบทความที่น่าสนใจจากคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพทางวิชาการของธรรมศาสตร์ในการขับเคลื่อน SDGs ในหลากหลายมิติ

ศูนย์รวมทรัพยากรดิจิทัล เข้าถึงได้ทุกคน

เนื้อหาและเอกสารทั้งหมดที่หอสมุดฯ คัดสรรมานำเสนอนั้น เป็นส่วนหนึ่งของ Thammasat University Digital Collections (คลังสารสนเทศดิจิทัล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรขนาดใหญ่ที่รวบรวมข้อมูลไว้ถึง 9 หมวดหมู่ จาก 42 คอลเล็กชั่น และมีทรัพยากรให้สืบค้นมากกว่า 158,797 รายการ คลังสารสนเทศดิจิทัลนี้เปิดให้บริการแก่นักศึกษา อาจารย์ บุคลากร และผู้ใช้บริการทั่วไปโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และสามารถเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา ถือเป็นการ “เปิดคลังความรู้” สู่สาธารณะ และเป็นบทบาทสำคัญของสถาบันการศึกษาในการสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

คณะนิติศาสตร์ มธ. ศูนย์ลำปาง จัดสัมมนาชวนขบคิด “กฎหมายเพื่อเพื่อนผู้ไม่อาจเปล่งเสียง” ร่วมขับเคลื่อนการคุ้มครองสัตว์

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง ได้จัดงานสัมมนาวิชาการในหัวข้อ “100 ปีวันสัตว์โลก: กฎหมายกับการคุ้มครองสวัสดิภาพของเพื่อนผู้ไม่อาจเปล่งเสียง (100 Years of World Animal Day: Welfare Law for the Voiceless)” ณ อาคารสิรินธรารัตน์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง

การสัมมนาครั้งนี้ได้มุ่งเน้นไปที่มิติสำคัญของการสร้างสังคมที่ยุติธรรมและยั่งยืนซึ่งครอบคลุมถึงการคุ้มครองและดูแลสวัสดิภาพของทุกชีวิต เพื่อสร้างความตระหนักรู้และแลกเปลี่ยนมุมมองด้านวิชาการ ขบคิดและผลักดันให้เกิดการพัฒนากลไกทางกฎหมายที่จะช่วยสร้างหลักประกันและส่งเสริมการปฏิบัติต่อสัตว์อย่างมีมนุษยธรรม 

ภายในงานได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ทั้งด้านนิติศาสตร์และสัตวแพทยศาสตร์ มาร่วมให้ทัศนะ ได้แก่

  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ลลิล ก่อวุฒิกุลรังษี (คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
  • อาจารย์ ดร. สพ.ญ. ธนาพร เอี่ยมสำอางค์ (คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)
  • อาจารย์ ยศสุดา หร่ายเจริญ (คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร. เฉลิมวุฒิ ศรีพรหม (คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) เป็นผู้ดำเนินรายการ

การสัมมนาครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการเฉลิมฉลอง 100 ปีวันสัตว์โลก แต่ยังตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการสร้างองค์ความรู้และส่งเสริมการตระหนักรู้ของสังคมต่อประเด็นการพัฒนาในมิติต่างๆ เพื่อสร้างหลักประกันว่าทุกชีวิตจะได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรมและเหมาะสม

รับชมวิดีโอบันทึกการเสวนาในลิงก์ด้านล่าง

ธรรมศาสตร์ยืนยันหลักการเสรีภาพทางวิชาการ ท่ามกลางการอภิปรายในประเด็นอ่อนไหวระดับภูมิภาค

จากกรณีการจัดเสวนาวิชาการหัวข้อ “โจรสยาม VS เคลมโบเดีย: ปัญหาทะเลาะกันที่ไม่มีวันรู้จบ” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาในคณะศิลปศาสตร์ และนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสื่อสังคมออนไลน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ออกมาชี้แจงถึงหลักการและจุดยืนของมหาวิทยาลัยต่อเหตุการณ์ดังกล่าว

จุดยืนของมหาวิทยาลัย

เมื่อวันที่ 30 เมษายน ศาสตราจารย์ ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว ’มติชน‘ เพื่อยืนยันหลักการพื้นฐานของมหาวิทยาลัยว่า ธรรมศาสตร์ให้ความสำคัญกับความเป็นอิสระทางวิชาการ และไม่มีเจตนาสร้างผลกระทบเชิงลบหรือมุ่งโจมตีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยอธิการบดีเน้นย้ำว่า “ผมคิดว่าธรรมศาสตร์เราเปิดกว้างทางความคิด”

Source: https://www.matichon.co.th/local/arts-culture/news_5162072

ความสมดุลระหว่างเสรีภาพและความรับผิดชอบ

อย่างไรก็ตาม ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ยอมรับว่า ท่ามกลางการเปิดกว้างทางความคิด ยังคงต้องใช้ความระมัดระวัง โดยเฉพาะในประเด็นที่ละเอียดอ่อนและอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พร้อมระบุว่าความเห็นต่างเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในแวดวงวิชาการ และเป็นที่ยอมรับในสังคมธรรมศาสตร์

ข้อมูลการจัดเสวนา

งานเสวนาดังกล่าวเป็นกิจกรรมประกอบการเรียนการสอนในรายวิชา อศ. 454 สัมมนาหัวข้อเฉพาะด้านสังคมและวัฒนธรรม ของสาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา จัดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคม 2568 ณ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมีนักวิชาการจากหลากหลายสถาบันร่วมเป็นวิทยากร อาทิ นายสุจิตต์ วงษ์เทศ (ปาฐกถานำ), ศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์, ผศ.ดร.ธิบดี บัวคำศรี และ ดร.ยิ่งยศ บุญจันทร์ ดำเนินรายการโดย นายสฏฐภูมิ บุญมา

“คู่มือประมวลจริยธรรม” สำหรับประชาคมธรรมศาสตร์ นำทางขับเคลื่อนองค์กรด้วยธรรมาภิบาลและคุณธรรม

ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของประเทศ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลควบคู่ไปกับการยึดมั่นในมาตรฐานทางจริยธรรมที่ดีงาม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมและประชาคมธรรมศาสตร์ทุกคน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้ถูกรวบรวมและถ่ายทอดออกมาในรูปของ “คู่มือประมวลจริยธรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ที่นำเอาสาระสำคัญจากข้อบังคับของมหาวิทยาลัยว่าด้วยจริยธรรมมาเรียบเรียงไว้อย่างชัดเจน

ดาวน์โหลด “คู่มือประมวลจริยธรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” จัดทำโดย คณะกรรมการส่งเสริมธรรมาภิบาลและจริยธรรม ได้ที่: https://shorturl.at/IhYbR

คู่มือประมวลจริยธรรมในฐานะกรอบแนวทางเพื่อองค์กรที่เติบโตอย่างยั่งยืน

คู่มือประมวลจริยธรรมฉบับนี้ ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสร้างความเข้าใจและส่งเสริมให้ทุกคนในประชาคมธรรมศาสตร์ ตั้งแต่ระดับนายกสภา กรรมการสภา ผู้บริหาร บุคลากร ไปจนถึงนักศึกษา ได้ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติร่วมกัน โดยได้กำหนดจริยธรรมพื้นฐานที่ทุกคนควรมี เช่น ความซื่อสัตย์สุจริต ความรับผิดชอบ การเคารพสถาบันหลักของชาติ การให้ความสำคัญกับส่วนรวม ความยุติธรรม และการเป็นแบบอย่างที่ดี

นอกจากนี้ ยังมีข้อกำหนดด้านจริยธรรมที่เจาะจงสำหรับแต่ละบทบาทหน้าที่ เพื่อให้สอดคล้องกับความรับผิดชอบและภารกิจที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นความเป็นกลางและการอุทิศตนของนายกสภาฯ และกรรมการสภาฯ, ภาวะผู้นำและความรับผิดชอบของผู้บริหาร, ความมุ่งมั่นในการพัฒนาตนเองและการเคารพทรัพย์สินทางปัญญาของบุคลากร หรือความรับผิดชอบต่อตนเองและการเคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นสำหรับนักศึกษา ทั้งหมดนี้ก็เพื่อรักษาชื่อเสียง เกียรติคุณ และสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดีงาม

กลไกช่องทางการร้องเรียนที่สร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้

นอกเหนือจากการวางกรอบจริยธรรมที่ชัดเจนแล้ว มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยังให้ความสำคัญกับการสร้างระบบที่เปิดเผยและตรวจสอบได้ โดยได้จัดตั้ง “ช่องทางการร้องเรียนเกี่ยวกับธรรมาภิบาลและจริยธรรม” อย่างเป็นระบบ เพื่อให้ประชาคมและบุคคลภายนอกสามารถแจ้งเบาะแสหรือข้อร้องเรียนในประเด็นต่างๆ ได้อย่างสะดวก และมั่นใจว่าจะได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม โดยช่องทางเหล่านี้ครอบคลุมเรื่องสำคัญต่างๆ ได้แก่:

  • การทุจริตและประพฤติมิชอบ – สามารถแจ้งเรื่องได้ที่สถาบันสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย
  • การกระทำผิดวินัยของบุคลากรและการร้องทุกข์ – สามารถแจ้งเรื่องได้ที่กองนิติการ
  • การกระทำผิดวินัยนักศึกษา – สามารถแจ้งเรื่องได้ที่กองกิจการนักศึกษา หรือคณะ/หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบภายใน – สามารถแจ้งเรื่องได้ที่สำนักงานตรวจสอบภายใน (ในนามประธานคณะกรรมการตรวจสอบ)

การมีช่องทางที่หลากหลายและมีการระบุหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของมหาวิทยาลัยในการรับฟังทุกเสียง สะท้อน แก้ไขปัญหา และป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำที่ไม่เหมาะสม ซึ่งจะนำไปสู่การบริหารจัดการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เชื่อมั่นว่าการมีข้อบังคับของมหาวิทยาลัยว่าด้วยจริยธรรมและช่องทางการร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพ เป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนองค์กรด้วยธรรมาภิบาลและจะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยในทุกภาคส่วน

Thammasat University Sustainability Report 2023

Thammasat University’s 2023 Sustainability Report presents a comprehensive overview of the university’s commitment to advancing the Sustainable Development Goals (SDGs) through research, outreach, and academic services. Through this report, Thammasat University reaffirms its role as a catalyst for sustainability, aspiring to inspire similar commitments across academia for a more equitable, sustainable future.

Scroll down below to see the overview of Thammasat University’s contribution to all 17 SDGs.

Rector Statement
At a Glance
Driving Excellence and Sustainability: Thammasat University Policies Under the Leadership of Professor Dr. Supasawad Chardchawarn:
SDG 1 End poverty in all its forms everywhere
SDG 2 End hunger, achieve food security and improved nutrition and promote sustainable agriculture
SDG 3 Ensure healthy lives and promote well-being for all at all ages
SDG 4 Ensure inclusive and equitable quality education and promote lifelong learning opportunities for all
SDG 5 Achieve gender equality and empower all women and girls
SDG 6 Ensure availability and sustainable management of water and sanitation for all
SDG 7 Ensure access to affordable, reliable, sustainable and modern energy for all
SDG 8 Promote sustained, inclusive and sustainable economic growth, full and productive employment and decent work for all
SDG 9 Build resilient infrastructure, promote inclusive and sustainable industrialization and foster innovation
SDG 10 Reduce inequality within and among countries
SDG 11 Make cities and human settlements inclusive, safe, resilient and sustainable
SDG 12 Ensure sustainable consumption and production patterns
SDG 13 Take urgent action to combat climate change and its impacts 
SDG 14 Conserve and sustainably use the oceans, seas and marine resources for sustainable development
SDG 15 Protect and restore ecosystems, manage forests, combat desertification, and halt biodiversity loss.
SDG 16 Promote peaceful, inclusive and just societies, and effective, inclusive and accountable institutions for sustainable development
SDG 17 Strengthen the means of implementation and revitalize the Global Partnership for Sustainable Development

Credits

Editor

  • Asst. Prof. Chol Bunnag, M.A.
  • Mrs. Kunnikar Kanatharana
  • Ms. Pannarai Poolsawat
  • Mrs. Natetida Bunnag
  • Ms. Ladda Masume
  • Mrs. Aschara Chanakul
  • Ms. Anchasa Keawkao

Advisor

  • Prof. Supasawad Chardchawarn, Ph.D.
  • Assoc. Prof. Danupun Visuwan, Ph.D.

Research Assistants

  • Mr. Nuttawut Yongpraderm, Faculty of Economics
  • Mr. Thanapoom Rattanaramik, Faculty of Economics

Cover & Layout Designer

  • Ms. Napat Ueruecha, Faculty of Sociology and Anthropology

Contributors

  • Rangsit Center Administration Division
  • Thaprachan Center Administration Division
  • Lampang Center Administration Division
  • Pattaya Center Administration Division
  • Human Resource Division
  • Office of the Rector
  • Office of the Registrar
  • Planning Division
  • Quality Development Division
  • Section of Corporate Communication
  • Student Affairs Division