ธรรมศาสตร์เดินหน้าขับเคลื่อนสู่ “มหาวิทยาลัยคาร์บอนเป็นศูนย์” (Carbon Neutral Campus) จัดการประชุม Kick-off คณะทำงานฯ วางกรอบยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยฝ่ายพัฒนาคุณภาพและความยั่งยืนร่วมกับศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) คณะเศรษฐศาสตร์ ได้จัดการประชุมเริ่มต้น (Kick-off) คณะทำงานขับเคลื่อนเป้าหมายการปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นศูนย์ (Carbon Neutral Campus) ครั้งที่ 1/2569 เพื่อเร่งผลักดันนโยบายด้านความเป็นกลางทางคาร์บอน ซึ่งถือเป็นภารกิจหลักและวาระสำคัญในการขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อมของมหาวิทยาลัยในขณะนี้

คณะทำงานชุดดังกล่าวประกอบด้วยผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายภาคส่วน มีบทบาทหน้าที่สำคัญในการให้ความเห็นเชิงนโยบายและออกแบบกิจกรรมการขับเคลื่อนฯ เพื่อนำเสนอต่ออธิการบดีและคณะกรรมการอำนวยการการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมทั้งขับเคลื่อนนโยบายและกิจกรรมร่วมกับหน่วยงานทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย ให้สอดรับกับยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืนของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในทุกมิติ

การประชุมครั้งนี้ คณะทำงานฯ​ ได้ร่วมกันพิจารณากำหนดเป้าหมายของมหาวิทยาลัยให้สอดคล้องกับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกระดับชาติ (Nationally Determined Contributions: NDC) โดยพิจารณาเป้าหมายหลัก 3 ประการ ได้แก่

  1. ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 47% ภายในปี ค.ศ. 2035 (เทียบกับปีฐาน ค.ศ. 2019)
  2. มุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 และ 
  3. ก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับชาติในการสนับสนุนการขับเคลื่อนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 

โดยทั้งหมดนี้มุ่งเน้นตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ในเป้าหมายที่ 13 Climate Action ในส่วนของการลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) เป็นสำคัญ

เพื่อให้เป้าหมายดังกล่าวเกิดผลเป็นรูปธรรม ที่ประชุมได้เสนอทิศทางเชิงยุทธศาสตร์การทำงาน 4 ด้านหลัก ประกอบด้วย

  1. Transformative Policy: การผลักดันนโยบายจากสภามหาวิทยาลัย เพื่อสั่งการ สนับสนุน และอำนวยความสะดวกในการวางระบบ เก็บข้อมูล และดำเนินมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก
  2. Systematic Data Collection: การวางระบบเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้ง Scope 1, 2 และ 3 รวมถึงข้อมูลคาร์บอนเครดิตและการชดเชยอย่างเป็นระบบ
  3. Participatory Actions: การวางแผนและดำเนินงานกับทุกส่วนงานและองค์การนักศึกษาอย่างมีส่วนร่วม พร้อมทั้งทบทวนบนฐานข้อมูลอย่างต่อเนื่อง
  4. Empowering TU Community: การเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและทักษะด้านสิ่งแวดล้อม (Geen Skills) แก่นักศึกษา เจ้าหน้าที่ คณาจารย์ และสังคม

สำหรับแผนการขับเคลื่อนการดำเนินงานในปีแรก คณะทำงานฯ ได้กำหนดเป้าหมายรายไตรมาสไว้อย่างชัดเจน ดังนี้

  • ไตรมาสที่ 1: วางระบบการเก็บข้อมูล Scope 1, 2, 3 เพื่อใช้ในการวางแผนนโยบาย และเตรียมทดลองเก็บข้อมูลพร้อมคำนวณ Scope 1 และ 2   
  • ไตรมาสที่ 2: มุ่งเน้นการสร้างศักยภาพให้แก่บุคลากรที่เกี่ยวข้องในทุกส่วนงาน เพื่อรองรับการเก็บข้อมูลก๊าซเรือนกระจก   
  • ไตรมาสที่ 3: ดำเนินการคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของมหาวิทยาลัยย้อนหลังตั้งแต่ปีฐานจนถึงปัจจุบัน   
  • ไตรมาสที่ 4: ออกแบบมาตรการเพื่อลดและชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับเป้าหมายระดับประเทศ ผ่านการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน

การดำเนินงานขับเคลื่อนความเป็นกลางทางคาร์บอนนี้ จะครอบคลุมข้อมูลและพื้นที่ดำเนินการในทุกศูนย์การศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่กำหนดให้สถาบันอุดมศึกษาต้องจัดทำแผนและรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะช่วยยกระดับให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บรรลุเป้าหมายการเป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศไทยในการจัดอันดับ THE Impact Ranking และสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยอย่างยั่งยืน

คำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

ธรรมศาสตร์จัดนิทรรศการ SDGs หมุนเวียนครั้งที่ 3 ชูนวัตกรรมสายสุขภาพ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

ประเด็นสำคัญ (Highlights)

  • มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัดนิทรรศการหมุนเวียน ภายใต้แนวคิด SDGs เพื่อประชาชน ครั้งที่ 3 แสดงผลงานวิจัยเด่นจากคณาจารย์จากคณะสายสุขศาสตร์มากถึง 31 ผลงาน
  • นิทรรศการมุ่งเน้นการนำเสนอแนวทางพัฒนาและยกระดับการแพทย์โดยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างรอบด้าน
  • ภายในงานมีนักศึกษาจากโครงการ TU SDGs Museum Ambassador ร่วมนำชมนิทรรศการ เพื่อฝึกทักษะการสื่อสารและถ่ายทอดเรื่องราวความยั่งยืนผ่านการปฏิบัติงานจริง

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอกย้ำบทบาทมหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน จัดนิทรรศการภายใต้แนวคิด SDGs เพื่อประชาชน ครั้งที่ 3 สายวิทยาศาสตร์สุขภาพ หรือคณะในกลุ่มสุขศาสตร์ ในธีม “Smart Digital Well-Being for a Sustainable Future” ซึ่งมุ่งเน้นการนำเสนอการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับประเด็นสุขภาวะและยกระดับทางการแพทย์ผสานนโยบายเชิงระบบกับการวิจัยและการพัฒนาเพื่อสังคม สู่การเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างรอบด้าน

เปิดพื้นที่การเรียนรู้ ส่งเสริม SDGs เพื่อประชาชน

ในพิธีเปิดมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชล บุนนาค ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ขึ้นกล่าวรายงานว่านิทรรศการนี้มุ่งส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยเป็นแหล่งเรียนรู้ของสังคม ที่เปิดโอากาสให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงองค์ความรู้ นวัตกรรม และแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งสะท้อนพลังของการบูรณาการทั้งเครือข่ายภายในและภายนอก หลังจากที่นิทรรรศการครั้งที่ 1 สายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และครั้งที่ 2 สายสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมและมีผู้สนใจจำนวนมาก

นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.ธีร เจียศิริพงษ์กุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์รังสิต มาร่วมเป็นประธานในพิธี และเน้นย้ำถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs ว่าไม่ได้เป็นเพียงเป้าหมายขององค์การสหประชาชาติเท่านั้น แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ ถ่ายทอดทักษะ และขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม และหวังว่านิทรรศการครั้งนี้จะเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านความยั่งยืน และเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนได้ต่อไปในระยะยาว

5 โซนนวัตกรรมเพื่อชีวิต สุขภาพที่ดี และสังคมที่ยั่งยืนในยุคดิจิทัล

ภายในงานมีการจัดแสดงผลงานวิจัยจากคณาจารย์จากคณะสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ (กลุ่มคณะสุขศาสตร์) จำนวน 31 ผลงาน บูรณาการมาเพื่อตอบโจทย์ประเด็นการพัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านการจัดแสดงใน 5 โซนการเรียนรู้ ได้แก่

  • Herbal & Health Products Zone: การยกระดับสมุนไพรและอาหารฟังก์ชันด้วยเทคโนโลยี เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้วัตถุดิบท้องถิ่นและเศรษฐกิจชุมชน อาทิ ผลิตภัณฑ์กัมมี่ตำรับตรีผลา สเปรย์ไมโครอิมัลชันตำรับยาแก้เรื้อนมูลนกสําหรับรักษาโรคสะเก็ดเงิน และไมโครอิมัลชันเจลสารสกัดตำรับอนันตคุณเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวด
  • MedTech & Smart Devices Zone: การพัฒนาอุปกรณ์การแพทย์อัจฉริยะที่แม่นยำและเข้าถึงง่าย เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามและดูแลสุขภาวะได้ด้วยตนเอง อาทิ ดวงตาเทียมคุณภาพสูงด้วยเครื่องมือพิมพ์ 3 มิติ อุปกรณ์วิเคราะห์ความผิดปกติการลงน้ำหนักเท้าด้วยภาพกราฟิกเพื่อป้องกันการล้ม และเครื่องออกกำลังกายเสมือนจริง VRX เพื่อส่งเสริมสุขภาพ
  • Digital Health & Education Platforms Zone: การใช้ AI และ IoT ในระบบเฝ้าระวังสุขภาพเชิงรุกและสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงองค์ความรู้สมัยใหม่ อาทิ การตรวจจับไฟป่าและแพร่การกระจายของกลุ่มมลพิษโดยใช้เซนเซอร์คุณภาพอากาศแบบ IoT และการพัฒนาระบบรายงานผลการตรวจสุขภาพออนไลน์ของศูนย์บริการสุขภาพ คณะสหเวชศาสตร์
  • Clinical Care & Social Well-being Zone: การสร้างระบบดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังและสนับสนุนทางจิตวิทยาที่เข้มแข็งตั้งแต่ระดับครอบครัวสู่ชุมชน อาทิ ผลการศึกษาผลการงีบหลับต่อสมรรถภาพความจําและสมรรถภาพทางกายในนักศึกษาที่มีภาวะบกพร่องการนอน และผลการศึกษาปัจจัยเสี่ยงและปัจจัยปกป้องการเกิดภาวะซึมเศร้าในกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย
  • Environment & Sustainability Zone: การพัฒนาระบบสาธารณสุขทางไกล (Tele-pharmacy) เพื่อลดความแออัดในโรงพยาบาลและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ โครงการรักษ์โลกและพัฒนาทักษะการจัดการห้องปฏิบัติการอย่างยั่งยืนการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมาตรการบรรเทาผลกระทบ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลําปาง

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีนักศึกษาจากโครงการ TU SDGs Museum Ambassador มาร่วมเป็นผู้นำชมนิทรรศการ ซึ่งถือเป็นพื้นที่ปฏิบัติงานจริงเพื่อพัฒนาศักยภาพในการเป็นผู้นำการสื่อสารและนำเสนอเนื้อหาด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน

รายละเอียดการเข้าชม

นิทรรศการเฟสที่ 3 สายสุขศาสตร์ นี้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการหมุนเวียน SDGs เพื่อประชาชน โดยจะเปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันนี้– กรกฎาคม 2569 ณ SDG Lab อุทยานการเรียนรู้ป๋วย 100 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิตเปิดให้เข้าชมนิทรรศเฉพาะวันอังคาร และวันพฤหัสบดี ตั้งแต่ 10.00 – 16.00 น. ผู้ที่สนใจลงทะเบียนจองเข้าชมนิทรรศการได้ที่ https://forms.gle/n9a4z3HYqzskLeLh8

หมายเหตุ: สำหรับนิทรรศการครั้งที่ 4 ซึ่งเป็นการบูรณาการผลงานจากทุกกลุ่มคณะ จะเริ่มจัดแสดงตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป

ธรรมศาสตร์ ผนึกกำลัง สสว. ร่วมพัฒนา SME ไทย ด้วยนวัตกรรมและความยั่งยืน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่อนาคต

ประเด็นสำคัญ (Highlights)

  • มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดตัวโครงการ “Empowering SME ไทยก้าวสู่อนาคต” และ “รางวัลสุดยอด SME แห่งชาติครั้งที่ 18 (SME National Awards 2026)” เสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการไทย
  • โครงการมุ่งพัฒนาผู้ประกอบการ SME ไทยให้ปรับตัวและแข่งขันได้ในเศรษฐกิจยุคใหม่ ทั้งด้านดิจิทัล นวัตกรรม และความยั่งยืนสากล
  • ภายในงานมีการนำเสนอแนวทางการพัฒนา SME ผ่านเสาหลักสำคัญ คือ Digital Transition, Innovation Transition, Green Transition เพื่อยกระดับและพัฒนาผู้ประกอบการ SME อย่างมีศักยภาพ

ปัจจุบัน วิสาหกิจระดับกลางและขนาดย่อม (SMEs) เป็นกลไกสำคัญที่สร้างงานและรายได้มหาศาลให้กับประเทศ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่สำคัญคือการยกระดับกลุ่มวิสาหกิจรายย่อยที่มีจำนวนมาก ให้สามารถเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันได้ทัดเทียมกับกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งเป็นฐานรากที่ทรงพลังในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

ล่าสุด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดตัวโครงการ “Empowering SME ไทยก้าวสู่อนาคต” และ“รางวัลสุดยอด SME แห่งชาติ ครั้งที่ 18 (SME National Awards 2026)” มุ่งส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการ SME อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมเมอเวนพิค สุขุมวิท 15 กรุงเทพมหานคร

บทบาทของผู้ประกอบการ SME กับเศรษฐกิจในสังคมไทย

นางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยข้อมูลวิเคราะห์สถานการณ์ SME ไทยว่า ปัจจุบัน SMEs เป็นกลไกหลักของเศรษฐกิจไทย คิดเป็นร้อยละ 99.5 ของสถานประกอบการทั้งหมด แต่ความท้าทายอยู่ที่โครงสร้างเชิงลึก เพราะกลุ่มวิสาหกิจรายย่อยมีความสามารถในการสร้างรายได้น้อย ในขณะที่กลุ่มขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเรียกว่า “กลุ่มยอดพีระมิด” คือกลุ่มศักยภาพสูงที่สร้างรายได้หลัก สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จึงเล็งเห็นความจำเป็นในการขยายขนาดธุรกิจของกลุ่มนี้ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

มุ่งยกระดับ SME ผ่าน 3 เสาหลัก

รองศาสตราจารย์ ดร. อรพรรณ คงมาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานทะเบียนนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะหัวหน้าโครงการ กล่าวว่า จุดมุ่งหมายหลักของโครงการนี้ คือยกระดับธุรกิจขนาดกลาง (Medium) ไปสู่ขนาดใหญ่ (Large) โดยครอบคลุมกลุ่มธุรกิจยุทธศาสตร์ ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม สุขภาพและความงาม เทคโนโลยีและนวัตกรรม และธุรกิจบริการ

โครงการ Empowering SME ไทยก้าวสู่อนาคต มีการวางแนวทางการพัฒนา SME ผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่

  1. Digital Transition: การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
  2. Innovation Transition: การสร้างนวัตกรรมด้านแบรนด์ ผลิตภัณฑ์ และบริการ
  3. Green Transition: การยกระดับมาตรฐานธุรกิจให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังถูกออกแบบมาเพื่อเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างระบบนิเวศธุรกิจ (Ecosystem) ที่แข็งแกร่ง ยกระดับผู้ประกอบการ SME ไทยให้กลายเป็นกลุ่มผู้นำที่มีศักยภาพสูง เพื่อร่วมกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทยให้ก้าวสู่อนาคต

สานพลังความร่วมมือ เพื่อยกระดับ SME อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ โครงการยังเชื่อมโยงความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรระดับประเทศ ได้แก่ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ธนาคารยูโอบี BizzUp และบริษัท เจย์ แคปปิตอล แอดไวเซอรี จำกัด เพื่อสนับสนุนองค์ความรู้ โอกาสทางธุรกิจ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการไทย

บทบาทของมหาวิทยาลัยสู่การพัฒนา SME เพื่ออนาคต 

ในฐานะที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นหน่วยงานดำเนินงานที่ได้รับมอบหมายจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ให้นำนโยบายมาถ่ายทอดเป็นแนวทางการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SME อย่างเป็นระบบ ผ่านการอบรมและส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการ เทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรม และเศรษฐกิจสีเขียว อันจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเสริมยกระดับจากระดับ M ไปสู่ L ตามเป้าหมายของโครงการ เพื่อสร้างความพร้อมในการแข่งขันทั้งในประเทศและระดับสากลให้กับ SME ไทย

สำหรับผู้ประกอบการ SME ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ “Empowering SME ไทยก้าวสู่อนาคต” สามารถติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://empowering-sme.com

ธรรมศาสตร์ จับมือ วช. ถอดรหัส “เมืองยั่งยืน-เศรษฐกิจฐานราก” ผ่านโครงการเมธีวิจัยอาวุโส มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมือง

ประเด็นสำคัญ (Highlights)

  • มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และภาคีเครือข่ายผนึกกำลังจัดเวทีวิชาการระดับประเทศ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองยั่งยืนและเศรษฐกิจฐานราก
  • โครงการวิจัยมุ่งเป้าแก้ปัญหาคนเมืองอย่างรอบด้าน ทั้งความแออัด มลพิษ และความเหลื่อมล้ำ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต
  • ภายในงานมีการนำเสนอโจทย์วิจัยเพื่อเมืองอนาคตหลากหลายมิติ เช่น เมืองฟองน้ำ (Sponge City) การลดเกาะความร้อน (Urban Heat) แนวคิดเศรษฐกิจสีชมพู (Pink Economy) และการใช้ข้อมูลเพื่อวิเคราะห์เศรษฐกิจเมือง 

การพัฒนาเมืองในยุคปัจจุบันไม่ได้มุ่งเพียงการเติบโตทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของประชาชน สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนในระยะยาว สถาบันการศึกษาจึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างองค์ความรู้เพื่อสนับสนุนการพัฒนาดังกล่าว ล่าสุด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ร่วมกับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดการประชุมวิชาการของโครงการวิจัย “เมธีวิจัยอาวุโส” เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงแรม Eastin Grand Phayathai เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับ “ความยั่งยืนของเมืองและเศรษฐกิจฐานราก” โดยมีนักวิจัย นักวิชาการ และหน่วยงานภาครัฐเข้าร่วมอย่างกว้างขวาง

ความท้าทายและการสร้างสมดุลของเมือง

การประชุมดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญเพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาเมืองในประเทศไทย ให้สามารถรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันเมืองจำนวนมากกำลังเผชิญกับปัญหาหลากหลาย เช่น ความแออัดของประชากร การใช้ทรัพยากรที่เพิ่มขึ้น ปัญหามลพิษ รวมถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การวิจัยเกี่ยวกับเมืองจึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างองค์ความรู้เพื่อสนับสนุนการวางนโยบายและการพัฒนาเมืองในอนาคต

โครงการ “ความยั่งยืนของเมืองและเศรษฐกิจฐานราก : ประเด็นความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี” นี้มีรองศาสตราจารย์ ดร.นิจ ตันติศิรินทร์ จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นหัวหน้าโครงการ มุ่งเน้นศึกษาประเด็นความยั่งยืนของเมืองและเศรษฐกิจฐานราก เป้าหมายสำคัญคือการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน งานวิจัยลักษณะนี้มีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากเมืองเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคม หากการพัฒนาเมืองขาดความสมดุล ย่อมส่งผลกระทบต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ของประชาชนในระยะยาว

สานพลังความร่วมมือเพื่อการพัฒนาประเทศ

พิธีเปิดการประชุมได้รับเกียรติจาก คุณเอกพงศ์ มุสิกะเจริญ ผู้อำนวยการกองบริหารทุนวิจัยและนวัตกรรม 3 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ รองศาสตราจารย์ ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมเป็นประธาน

นอกจากนี้ เวทีดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายพันธมิตรที่สำคัญ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พร้อมด้วยคณาจารย์ผู้ร่วมโครงการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ด้านการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

ในโอกาสนี้ คุณเอกพงศ์ มุสิกะเจริญ ได้กล่าวว่า โครงการเมธีวิจัยอาวุโสมีเป้าหมายสนับสนุนงานวิจัยที่มีคุณภาพสูงและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถาบันต่าง ๆ เพื่อสร้างองค์ความรู้ที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศ สอดคล้องกับ รศ. ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร ที่กล่าวเสริมว่า มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับงานวิจัยแบบสหสาขาวิชา เพื่อแก้ไขปัญหาสังคมที่มีความซับซ้อน และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสถาบันต่าง ๆ ที่จะช่วยพัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่และเสริมศักยภาพการวิจัยของประเทศในระยะยาว

เปิดโจทย์วิจัย นวัตกรรมเพื่อเมืองแห่งอนาคต

ภายในงานได้มีการนำเสนอผลงานวิจัยที่ตอบโจทย์การพัฒนาเมืองในหลากหลายมิติที่น่าสนใจ อาทิ

  • Inclusive Cities – การสร้างเมืองที่เปิดรับและโอบรับความหลากหลายของประชากรทุกคน
  • Urban Heat – ปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง
  • Urban Mobility – การพัฒนาระบบการเดินทางและการสัญจรในเมือง
  • Sponge City – แนวคิดเมืองฟองน้ำ ที่สามารถดูดซับน้ำเพื่อลดปัญหาน้ำในเขตเมือง

นอกจากนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.สุวดี ทองสุกปลั่ง หรรษาสุขสิน จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยังได้นำเสนอแนวคิดเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่า “Pink Economy” ซึ่งมุ่งเน้นการเปิดรับความหลากหลายของประชากร เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของเมืองในระดับสากล

จากงานวิจัย สู่นโยบายการพัฒนาประเทศ

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือการเชื่อมโยงงานวิจัยกับการพัฒนาประเทศในระดับนโยบาย โดยมีการนำเสนอกรอบแนวคิดของ (ร่าง) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ซึ่งมุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงและยั่งยืน ผ่านการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การยกระดับทุนมนุษย์ การพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน และการส่งเสริมนวัตกรรมและเทคโนโลยี

ท้ายที่สุด ผู้จัดงานได้เน้นย้ำว่า โครงการวิจัยดังกล่าวไม่ได้มุ่งเพียงการสร้างองค์ความรู้ทางวิชาการเท่านั้น แต่ยังต้องการให้ผลงานวิจัยสามารถนำไปใช้ในการกำหนดนโยบายและการวางแผนพัฒนาเมืองในประเทศไทยได้จริง พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างนักวิจัย หน่วยงานรัฐ และภาคเอกชน เพื่อร่วมกันผลักดันประเทศไทยไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต

ที่มา: มธ.-วช. เดินหน้าขับเคลื่อน “เมืองยั่งยืน-เศรษฐกิจฐานราก” ผ่านโครงการเมธีวิจัยอาวุโส – ไทยรัฐ

คณะนิติศาสตร์ มธ. และ ม.อ. วิเคราะห์น้ำท่วมหาดใหญ่: รัฐไม่สามารถใช้ ‘เหตุสุดวิสัย’ เป็นข้ออ้างสำหรับความล้มเหลวในการจัดการได้

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้จัดงานเสวนาวิชาการในหัวข้อ “ความรับผิดของรัฐต่อความล้มเหลวในการจัดการภัยพิบัติ” เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2568 งานดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อถอดบทเรียนจากเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาล วงเสวนาได้เน้นย้ำถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง การบริหารจัดการที่ผิดพลาด และช่องทางทางกฎหมายที่สำคัญในการเรียกร้องความยุติธรรมให้กับผู้ประสบภัย

ข้อค้นพบสำคัญจากงานเสวนา

วิกฤตข้อมูลและระบบแจ้งเตือรูปแบบเดิมที่ใช้ไม่ได้ผล

เมื่อกล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ คุณฐิตินันท์ อินทนู นักวิจัยจากศูนย์วิจัยภัยพิบัติทางธรรมชาติภาคใต้ ชี้ให้เห็นว่าเหตุการณ์นี้แตกต่างจากอดีตอย่างมาก พื้นที่ดังกล่าวมีปริมาณฝนสะสมสูงผิดปกติ โดยมีฝนตกหนักพร้อมกันทั้งในเขตใจกลางเมืองและพื้นที่โดยรอบ ซึ่งผิดแผกไปจากรูปแบบเดิมที่น้ำมักจะไหลหลากลงมาจากพื้นที่ต้นน้ำ ด้วยเหตุนี้ ระบบการแจ้งเตือนด้วยธงสี (เขียว-เหลือง-แดง) ที่เคยใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงไม่สามารถแจ้งเตือนประชาชนได้ทันท่วงที ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าแม้สภาพอากาศที่เลวร้ายจะเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แต่ขนาดของความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความล้มเหลวในการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีอยู่เพื่อการบริหารจัดการและการแจ้งเตือนอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ประชาชนมีเวลาไม่เพียงพอในการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินหรืออพยพ

เสียงจากคนหน้างาน ภาพสะท้อนของ ‘รัฐล้มเหลว’ ในยามวิกฤต 

ในมุมมองของการปฏิบัติงานด่านหน้า นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย ได้สะท้อนภาพความล้มเหลวของรัฐอย่างชัดเจน ท่านตั้งข้อสังเกตถึงการขาดความพร้อมอย่างเห็นได้ชัดของภาครัฐ ทั้งในช่วงก่อนและระหว่างเกิดเหตุ ระบบสื่อสารที่ล่มสลาย ศูนย์อพยพที่ขาดความพร้อมด้านอุปกรณ์ และที่สำคัญที่สุดคือ ขาดผู้บัญชาการเหตุการณ์ที่เป็นเอกภาพ นำไปสู่การปฏิบัติการช่วยเหลือที่วุ่นวายและไร้ทิศทาง บังคับให้ประชาชนต้องพึ่งพาตนเองและภาคเอกชนเป็นหลัก สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบราชการที่ไม่สามารถบูรณาการการทำงานข้ามหน่วยงานได้ในยามที่ประชาชนต้องการมากที่สุด

ปมทางกฎหมาย อำนาจและความรับผิดที่ทับซ้อนกัน

สำหรับช่องโหว่เกี่ยวกับโครงสร้างทางกฎหมาย ผศ.สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ คณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.อ. ได้วิเคราะห์ถึงความยุ่งยากที่เกิดจากการบังคับใช้กฎหมายที่ซับซ้อนและซ้ำซ้อน เนื่องจากในเหตุการณ์เดียวกันนี้ มีการใช้อำนาจภายใต้กฎหมายถึง 3 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งสร้างความสับสนในสายการบังคับบัญชา นอกจากนี้ การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ยังมีนัยทางกฎหมายที่ตัดความรับผิดส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่รัฐออไป ทำให้การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเป็นไปได้ยาก อย่างไรก็ตาม ยังมีช่องทางในการเรียกร้องความรับผิดทางละเมิดจากหน่วยงานของรัฐได้อยู่ หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นผลโดยตรงจากการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด

ข้อเสนอทางกฎหมาย รัฐต้องจ่ายหากละเลยหน้าที่ในการปกป้องประชาชน

รศ. ดร.ต่อพงศ์ กิตติยานุพงศ์ จากคณะนิติศาสตร์ มธ. ได้เสนอแนวทางใหม่ในการตีความกฎหมายเพื่อให้เกิดความยุติธรรม ท่านเสนอว่า ศาลปกครองไม่ควรด่วนสรุปว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็น “เหตุสุดวิสัย” (Force Majeure) ซึ่งจะทำให้รัฐพ้นจากความรับผิดชอบเสมอไป ในทางกลับกัน ศาลควรพิจารณาถึง “หน้าที่ของรัฐ” ในการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ หากรัฐมีความบกพร่องในระบบการแจ้งเตือนหรือการบริหารจัดการจนทำให้ความเสียหายลุกลามกว้างขวางกว่าที่ควรจะเป็นตามธรรมชาติ รัฐก็ควรต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เพิ่มขึ้นนั้น ดังนั้น การยื่นฟ้องคดีปกครองเพื่อเรียกค่าชดเชยไม่ใช่เพียงแค่การเยียวยาผู้ประสบภัยเท่านั้น แต่จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ ซึ่งจะบังคับให้รัฐตระหนักถึงภาระหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัยสาธารณะและกระตุ้นให้เกิดการปฏิรูประบบการจัดการภัยพิบัติของประเทศให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น

Food Sci ธรรมศาสตร์ คว้าเหรียญทอง SIIF เกาหลีใต้ พร้อมความสำเร็จยื่นจดสิทธิบัตรนวัตกรรมอาหารกว่า 20 รายการในปี 2025

HIGHLIGHTS

  • ทีมคณาจารย์และนักวิจัยของธรรมศาสตร์คว้ารางวัลระดับนานาชาติจากผลงานบรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ทางชีวภาพและนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งช่วยขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยเฉพาะในเป้าหมายที่ 12 และ 3
  • ทีมนักศึกษาภาควิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหารกวาดรางวัลชนะเลิศการแข่งขันสตาร์ทอัพระดับประเทศ ด้วยโปรเจกต์ที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่น การออกแบบตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน และแนวคิดการลดขยะให้เป็นศูนย์
  • คณาจารย์ภาควิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหารได้ยื่นจดอนุสิทธิบัตรผลงานจำนวนมาก ทั้งในกลุ่มอาหารแห่งอนาคต โปรตีนทางเลือก โภชนาการเพื่อสุขภาพ และนวัตกรรมกระบวนการผลิต เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยให้สร้างผลกระทบได้จริงในสังคม
  • นวัตกรรมเหล่านี้ตอบโจทย์ทั้งด้านความมั่นคงทางอาหาร โภชนาการสำหรับสังคมสูงวัย การลดการใช้พลาสติก และการสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบท้องถิ่นและของเหลือทิ้ง ตอกย้ำความมุ่งมั่นของธรรมศาสตร์ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน

ปี 2568 นี้นับเป็นปีทองของภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะภาควิชาฯ ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องทั้งในเวทีระดับชาติและนานาชาติ สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โดยนวัตกรรมอาหารเหล่านี้ให้ความสำคัญกับทั้งสุขภาพของคนและสิ่งแวดล้อมโลกไปควบคู่กัน

Thammasat for SDGs ขอพาไปเจาะลึกความสำเร็จเหล่านี้ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่างานวิจัยจากธรรมศาสตร์สามารถสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและส่งมอบผลลัพธ์เชิงบวกที่เป็นรูปธรรมให้กับสังคมได้จริงอย่างไร

รางวัลระดับโลกด้านนวัตกรรมอาหารยั่งยืน

คณาจารย์และนักวิจัยได้รับรางวัลจากการนำเสนอผลงานในต่างประเทศ ซึ่งตอบโจทย์ SDG 12 (การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน) และ SDG 3 (สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี)

  • รางวัลเหรียญทองจากเวที Seoul International Invention Fair (SIIF): ผศ. ดร.อธิป บุญศิริวิทย์ คว้ารางวัลจากผลงาน “แผ่นดูดซับของเหลวจากพอลิเมอร์เมล็ดแมงลัก” (Liquid Absorbent Pad from Basil Seed Polymer) นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้นี้ใช้เมือกจากเมล็ดแมงลักมาช่วยแก้ปัญหาขยะพลาสติกในอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์
  • รางวัลนำเสนอผลงานยอดเยี่ยมจากงาน 13th ICIST 2025: ผศ. ดร.สุธีรา วัฒนกุล และทีมวิจัย ได้รับรางวัลจากงานประชุมวิชาการนานาชาติ 13th International Conference on Integration of Science and Technology for Sustainable Development 2025 จากผลงาน “แกงส้มไข่ขาวและปลาทับทิมในถุงรีทอร์ทสำหรับผู้ป่วยโรคไต” ซึ่งมุ่งหวังที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้สามารถกลับมามีความสุขกับมื้ออาหารได้อีกครั้ง

ทีมนักศึกษากวาดรางวัลสตาร์ทอัพ

นักศึกษา Food Sci มธ. ได้แสดงศักยภาพด้านการสร้างนวัตกรรมด้านอาหารด้วยการกวาดรางวัลใหญ่ในเวทีการแข่งขันระดับประเทศ โดยโปรเจกต์เหล่านี้เน้นไปที่การใช้วัตถุดิบท้องถิ่นและแนวคิด Zero Waste

  • ผลงาน “น้ำปลาชะคราม” ผลิตจากใบชะครามท้องถิ่นมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์น้ำปลาเพื่อสุขภาพ ได้รับรางวัลชนะเลิศจากเวที Fi Asia Startup Innovation Challenge 2025
  • ผลงาน “NAMA COFFEE” เครื่องดื่มกาแฟทางเลือกปราศจากคาเฟอีนจากเมล็ดอินทผลัม ได้รับรางวัลเหรียญทองจากเวทีโครงการประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม Thailand New Gen Inventors Award 2025 ในงานวันนักประดิษฐ์ 2568

คลังสมองด้านนวัตกรรม ด้วยผลงานยื่นจดอนุสิทธิบัตรกว่า 20 รายการ

ตลอดปี 2568 คณาจารย์จากภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหารได้นำโครงการวิจัยจำนวนมากเข้าสู่กระบวนการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา (อนุสิทธิบัตร) ซึ่งครอบคลุมทุกเทรนด์อาหารโลก ได้แก่

1. อาหารแห่งอนาคตและโปรตีนทางเลือก – ตอบโจทย์ความมั่นคงทางอาหารและลดภาวะโลกร้อน

  • ขนมและเครื่องดื่มจากโปรตีนแมลง เช่น นวัตกรรมจาก “ผงดักแด้หนอนนกยักษ์” แปรรูปเป็นขนมขบเคี้ยวและนมอัลมอนด์รสช็อกโกแลต (ผลงาน ผศ. ดร.กิตติยา เขื่อนเพชร)
  • นวัตกรรมจากพืช (Plant-Based) เช่น “เนื้อหมูบดหยาบแพลนต์เบส”, “แครกเกอร์มังสวิรัติข้าวไรซ์เบอร์รี” และ “ซอสชีสจิ้มจากเมล็ดถั่วพู” ที่ปราศจากนมและคอเลสเตอรอล (ผลงาน ผศ. ดร.สุธีรา วัฒนกุล) รวมถึง “มาการองมังสวิรัติ” จากถั่วเหลืองงอก (ผลงาน ผศ. ดร.กิตติยา เขื่อนเพชร)

2. อาหารฟังก์ชันและอาหารเพื่อสุขภาพ – รองรับสังคมสูงวัยและผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ

  • เจลให้พลังงานกล้วยหอมทอง ดูดซึมไว เหมาะสำหรับนักกีฬา ทำจากกล้วยหอมทองและเวย์โปรตีน (ผลงาน ผศ. ดร.สุธีรา วัฒนกุล / ผศ. ดร.สิรินดา กุสุมภ์)
  • นมข้าวข้นหวานผง ทางเลือกใหม่สำหรับผู้แพ้นมวัว (ผลงาน ผศ. ดร.กิตติยา เขื่อนเพชร / ผศ. ดร.สุธีรา วัฒนกุล)
  • ลูกอมอินนูลิน ใช้อินนูลิน (Inulin) แทนน้ำตาลเพื่อเป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ (ผลงาน ผศ. ดร.สิรินดา กุสุมภ์)

3. การสร้างมูลค่าให้วัตถุดิบท้องถิ่น – สนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากและลดขยะอาหาร

  • การแปรรูปกล้วยแบบครบวงจร จนได้ผลิตภัณฑ์กล้วยหอมอัดเม็ดเสริมแคลเซียม (ผลงาน ผศ. ดร.รชา เทพษร)
  • ซอสหอยนางรมจากเมล็ดมะขาม ที่ใช้กัมธรรมชาติ (gum) เป็นสารให้ความหนืดแทนสารเคมี (ผลงาน ผศ. ดร.บุสรา ลีละวัฒน์)
  • ข้าวยำบูดูอบกรอบ เปลี่ยนอาหารใต้ให้เป็นขนมขบเคี้ยวที่ทานง่าย (ผลงาน ผศ. ดร.รชา เทพษร)
  • เปลี่ยนของเหลือให้เป็นมูลค่า ด้วยผลงาน อาทิ ฝรั่งกวนรสบ๊วยจากกากฝรั่ง (ผลงาน อ. ดร.วิไลลักษณ์ ชัยสิทธิ์) และเม็ดไข่มุกจากข้าวก่ำฉายรังสี (ผลงาน ผศ. ดร.บุศราภา ลีละวัฒน์)

4. นวัตกรรมกระบวนการผลิต เช่น กุนเชียงหมูลดไขมันผสมกลีเซอรีน เพื่อยืดอายุการเก็บรักษา (ผลงาน รศ. ดร.ประภาศรี เทพรักษา) และเส้นอุดงเสริมโปรตีนจากซูริมิ (ผลงาน รศ. ดร.วรางคณา สมพงษ์)

ความสำเร็จเหล่านี้เป็นข้อพิสูจน์ว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ล้ำสมัยควบคู่ไปกับการดูแลโลกและยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคน

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลงานของภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สามารถติดตามได้ที่ Facebook Page: Food Sci TU.

สาธิตธรรมศาสตร์ ได้รับการรับรองเป็นสมาชิกเครือข่าย UNESCO ASPnet มุ่งสร้างพลเมืองโลกและขับเคลื่อน SDGs

เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ประสบความสำเร็จอีกขั้นในการยกระดับคุณภาพการศึกษาสู่มาตรฐานสากล โดยได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการให้เป็นสมาชิกของเครือข่ายสถานศึกษาเพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างชาติของขององค์การยูเนสโก (UNESCO Associated Schools Network: ASPnet) ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมต่อห้องเรียนสู่เครือข่ายการศึกษาและการพัฒนาระดับโลก

หมุดหมายสำคัญสู่การเป็นต้นแบบการศึกษายุคใหม่ 

การได้รับการรับรองเข้าสู่เครือข่าย ASPnet ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ต้องการเป็นมากกว่าสถานศึกษา แต่เป็นพื้นที่ต้นแบบในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ให้คุณค่ากับสิทธิมนุษยชน ความเข้าใจในความแตกต่างหลากหลาย และการสร้างสันติภาพ ซึ่งสอดคล้องกับหัวใจสำคัญของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) 

รู้จักกับ UNESCO ASPnet 

เครือข่าย ASPnet เป็นเครือข่ายระดับโลกที่ปัจจุบันมีสถานศึกษาเป็นสมาชิกว่า 12,000 แห่ง กว่า 182 ประเทศ มีวัตถุประสงค์เป็นเพื่อดำเนินการส่งเสริมคุณค่าและอุดมการณ์ตามธรรมนูญขององค์การยูเนสโกและกฎบัตรสหประชาชาติ รวมถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ โดยเฉพาะข้อ 4.7 มีการดำเนินงานใน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ การศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Education for Sustainable Development – ESD) การศึกษาเพื่อความเป็นพลเมืองโลก (Global Citizenship Education) และการเรียนรู้ระหว่างวัฒนธรรมและมรดกโลก (Inter-cultural and Heritage Learning) 

ศึกษาการดำเนินงานของโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ https://www.facebook.com/thammasatsecondaryschool

ผู้เชี่ยวชาญธรรมศาสตร์เปิดคู่มือฟื้นฟูหลังน้ำท่วมภาคใต้ ชี้ช่องทางรับสิทธิเยียวยา แนะวิธีสำรวจโครงสร้างบ้าน และการดูแลจิตใจ

HIGHLIGHTS

  • ธรรมศาสตร์ระดมผู้เชี่ยวชาญสหวิชาชีพเพื่อการฟื้นฟูหลังน้ำท่วม: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระดมผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านกฎหมาย วิศวกรรมศาสตร์ สาธารณสุข และจิตวิทยา เพื่อเสนอแนวทางฟื้นฟูชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในภาคใต้ ให้สามารถกลับมาตั้งหลักได้อย่างปลอดภัยและเป็นธรรม
  • การคุ้มครองสิทธิทางกฎหมายและการเงิน: ผู้เชี่ยวชาญได้เน้นย้ำถึงสิทธิของผู้เช่าบ้านในการรับเงินเยียวยา ทางออกในการจัดการหนี้สิน และความคุ้มครองจากประกันภัยรถยนต์ เพื่อช่วยให้ผู้ประสบภัยได้รับความเป็นธรรมและลดภาระทางการเงิน
  • แนวทางความปลอดภัยด้านที่อยู่อาศัยและภัยสาธารณสุข: มีการแจ้งเตือนความเสี่ยงของโครงสร้างบ้านบนชั้นดินทรายที่ควรให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบ รวมถึงเสนอแนะการจัดการขยะอันตรายเพื่อป้องกันโรคระบาดหลังน้ำลด
  • การดูแลสุขภาพจิตเป็นรากฐานของชุมชน: แนะนำการใช้เครื่องมือปฐมพยาบาลทางใจ ช่องทางขอรับคำปรึกษา และการเปิดรับข่าวสารอย่างพอดี พร้อมเสนอแนะให้ภาครัฐจัดทำแผนฟื้นฟูระยะยาวเพื่อไม่ให้มีใครถูกทอดทิ้ง

จากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในจังหวัดสงขลาและพื้นที่ภาคใต้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เล็งเห็นถึงผลกระทบที่ขยายวงกว้าง จึงได้จัดการเสวนา “รวมพลัง มธ. สร้างภูมิใต้ : ฟื้นฟูตนเองและชุมชนหลังน้ำท่วม” โดยระดมผู้เชี่ยวชาญจาก 4 สาขา มาร่วมกันให้คำแนะนำที่นำไปปฏิบัติได้จริง เพื่อช่วยให้ประชาชนฟื้นฟูชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างปลอดภัยและได้รับความเป็นธรรม

1. มิติด้านกฎหมาย: สิทธิรับเงินเยียวยาและการจัดการหนี้สิน 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิมพ์กมล กองโภค จากคณะนิติศาสตร์ ได้อธิบายถึงหลักเกณฑ์การรับเงินเยียวยา 9,000 บาทจากรัฐบาล โดยเฉพาะสิทธิของผู้เช่า ซึ่งถือเป็นผู้อยู่อาศัยที่ได้รับผลกระทบจริง จึงมีสิทธิยื่นขอรับเงินเยียวยาได้ โดยต้องเตรียมหลักฐานประกอบ เช่น สัญญาเช่า หรือหนังสือรับรองจากผู้นำชุมชน เพื่อป้องกันปัญหาการถูกเอาเปรียบจากเจ้าของบ้าน ในด้านการจัดการหนี้สิน ผู้ประสบภัยสามารถติดต่อธนาคารเพื่อขอพักชำระหนี้หรือลดดอกเบี้ยได้ ส่วนกรณีที่ส่งมอบสินค้าล่าช้าจากเหตุน้ำท่วม สามารถอ้าง “เหตุสุดวิสัย” เพื่อไม่ให้ตกเป็นลูกหนี้ผิดนัดได้ สำหรับผู้ที่มีประกันภัยรถยนต์ ชั้น 1 หากน้ำท่วมมิดคันจนประเมินความเสียหายได้เกิน 70% จะถือเป็นความเสียหายสิ้นเชิง (Total Loss) ส่งผลให้สัญญาเช่าซื้อระงับลง และผู้เช่าซื้อไม่ต้องผ่อนค่างวดที่เหลือ (เว้นแต่จะมีเงื่อนไขเรื่องค่าส่วนต่างระบุไว้ในสัญญา)

2. มิติด้านวิศวกรรม: ความปลอดภัยของโครงสร้างอาคารบนพื้นที่ดินทราย 

รองศาสตราจารย์ ดร.สุรภาพ แก้วสวัสดิ์วงศ์ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ให้ข้อควรระวังว่า พื้นที่หาดใหญ่และสงขลาส่วนใหญ่มีสภาพเป็น “ดินทราย” ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกน้ำกัดเซาะได้ง่ายเมื่อน้ำลด ประชาชนจึงควรตรวจสอบสภาพบ้าน โดยสังเกตพื้นใต้ตัวบ้านว่ามีโพรงหรือทรุดตัวหรือไม่ รวมทั้งใช้หลักการสังเกตรอยร้าว หากพบว่ารอยร้าวกว้างขนาดที่สามารถสอดนิ้วโป้งเข้าไปได้ ห้ามเข้าไปอยู่อาศัยโดยเด็ดขาด และต้องรีบติดต่อวิศวกรเพื่อเข้าตรวจสอบทันที นอกจากนี้ ยังต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงระยะยาว จากปัญหาสนิมในโครงสร้างคอนกรีต ซึ่งอาจทำให้ตัวอาคารไม่มั่นคง ทั้งนี้ มีข้อเสนอแนะถึงภาครัฐให้พิจารณาทำช่องเปิด หรือท่อลอดบริเวณถนนที่ขวางทางน้ำ เพื่อช่วยให้น้ำระบายลงสู่ทะเลสาบสงขลาได้เร็วขึ้นในอนาคต

3. มิติด้านสาธารณสุข: สุขอนามัยและอันตรายจากขยะตกค้าง 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รณภูมิ สามัคคีคารมย์ จากคณะสาธารณสุขศาสตร์ ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่น่ากังวลกว่าร่างผู้เสียชีวิตคือ “ขยะลอยน้ำ” และขยะที่ตกค้างในพื้นที่ ซึ่งอาจกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรค สำหรับการทำความสะอาดบ้าน ประชาชนต้องสวมถุงมือและรองเท้าบูททุกครั้งและระมัดระวังอย่างยิ่งไม่ให้บาดแผลเปิดสัมผัสกับน้ำสกปรกโดยตรง ในส่วนของการจัดการขยะ ภาครัฐและหน่วยงานท้องถิ่นต้องเร่งจัดเก็บขยะติดเชื้อและขยะชุมชนอย่างถูกสุขลักษณะ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคระบาดซ้ำรอยหลังน้ำลด

4. มิติด้านสุขภาพจิต: การปฐมพยาบาลทางใจ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ บุรชัย อัศวทวีบุญ จากคณะศิลปศาสตร์ แนะนำให้ผู้ประสบภัยหมั่นสำรวจสภาพจิตใจของตนเองและคนในครอบครัวอย่างสม่ำเสมอ โดยสามารถประเมินความเครียดผ่านเครื่องมือคัดกรอง DMIND ในแอปพลิเคชัน “หมอพร้อม” ซึ่งระบบจะเชื่อมต่อไปยังสายด่วนสุขภาพจิต 1323 หากพบความเสี่ยง นอกจากนี้ ควรจำกัดการรับรู้ข่าวสารที่หดหู่ใจให้น้อยลงเพื่อรักษาสุขภาพจิต พร้อมกันนี้ยังเสนอแนะให้มีการสร้างระบบช่วยเหลือระยะยาว โดยภาครัฐต้องมีแผนฟื้นฟูเยียวยาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ประสบภัยกลับมาตั้งตัวได้จริง และไม่รู้สึกว่าถูกทอดทิ้งเมื่อข่าวเริ่มเงียบหายไป 

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขอยืนหยัดเคียงข้างพี่น้องชาวใต้ พร้อมนำองค์ความรู้มาช่วยเหลือและฟื้นฟูชุมชน เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สังคมที่เข้มแข็งและก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปได้อย่างยั่งยืน

รับชมเวทีเสวนา “รวมพลัง มธ. สร้างภูมิใต้: ฟื้นฟูตนเองและชุมชนหลังน้ำท่วม” ฉบับเต็มได้ที่ https://www.facebook.com/share/v/17N9Xp8ddC/

เผยผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรมและความสำเร็จเชิงสถิติภายใต้โครงการ Thammasat Zero Waste

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอเชิญชวนประชาคมร่วมเป็นประจักษ์พยานถึงผลลัพธ์อันเป็นรูปธรรมจากพลังแห่งความร่วมมือในการขับเคลื่อนความยั่งยืน

เรามีความภาคภูมิใจที่จะนำเสนอผลการดำเนินงานที่ก้าวหน้าด้านการบริหารจัดการขยะรีไซเคิลซึ่งเป็นความสำเร็จที่เกิดจากการร่วมแรงร่วมใจของนักศึกษา บุคลากร และเครือข่ายพันธมิตร โครงการดังกล่าวนับเป็นหมุดหมายสำคัญบนเส้นทางสู่นโยบาย “Thammasat Zero Waste” โดยขับเคลื่อนผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างธนาคารขยะ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และยอดการบริจาคผ่านโครงการ Less Plastic I Thammasat

ข้อมูลสถิติที่นำเสนอในครั้งนี้สะท้อนถึงปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดลงและการลดปริมาณขยะมูลฝอยสู่บ่อฝังกลบได้อย่างมีนัยสำคัญ ด้วยการผสานระบบของธนาคารขยะ ซึ่งมุ่งเน้นการบริหารจัดการขยะในฐานะทรัพยากรที่มีมูลค่าเข้ากับเจตนารมณ์แห่งการแบ่งปันของโครงการ Less Plastic ทีมงานจึงสามารถสร้างสรรค์โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมส่วนรวม

เจาะลึกข้อมูลเชิงสถิติผ่าน Digital Dashboard

ความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน ธรรมศาสตร์ให้ความสำคัญกับระบบข้อมูลเปิด (Open Data) จึงขอเรียนเชิญทุกท่านเข้าชมสรุปผลการดำเนินงานแบบครบวงจร เพื่อแสดงให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นจริง

ท่านสามารถตรวจสอบปริมาณขยะที่เข้าสู่ระบบรีไซเคิล และประเมินผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกท่านได้ที่: https://คคค.my.canva.site/recyclingpilot

การเสริมสร้างศักยภาพประชาคม

โครงการนี้ครอบคลุมมิติที่ลึกซึ้งกว่าเพียงการบริหารจัดการขยะ ทว่าคือ “การเสริมสร้างศักยภาพ” เพื่อยกระดับความตระหนักรู้ พร้อมทั้งบ่มเพาะทัศนคติและเครื่องมือที่จำเป็นให้แก่สังคมธรรมศาสตร์ ในการก้าวไปสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง ซึ่งตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยในการผลักดันนโยบาย Thammasat Zero Waste ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในเชิงประจักษ์

กิตติกรรมประกาศ

ขอขอบพระคุณอย่างยิ่งสำหรับข้อมูล การสนับสนุน และความร่วมมือจากหน่วยงานพันธมิตรหลัก ได้แก่

  • ธนาคารขยะ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • กองบริหารศูนย์รังสิต
  • Life at Thammasat Rangsit
  • LessplasticTU

นักวิชาการ มธ. ผงาดเวทีโลก คนแรกของไทยและอาเซียน ได้รับเลือกเป็น ‘People of ACM 2025’ จากผลงานลดความเหลื่อมล้ำ นำ ‘ซูเปอร์คอมพิวเตอร์’ สู่ชุมชน

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สร้างชื่อเสียงระดับนานาชาติอีกครั้ง เมื่อ ผศ. ดร.วรวรรณ ดีอัซ การ์บาโย (มะเริงสิทธิ์) อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง ได้รับการคัดเลือกจาก Association for Computing Machinery (ACM) องค์กรวิชาชีพด้านคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ให้เป็นหนึ่งใน “People of ACM” ประจำปี 2025

การได้รับคัดเลือกในครั้งนี้ถือเป็นเกียรติประวัติครั้งสำคัญ เนื่องจากเป็น คนไทยและคนในภูมิภาคอาเซียนคนแรก ที่ได้รับยกย่องในฐานะผู้มีส่วนขับเคลื่อนอนาคตวงการคอมพิวเตอร์โลก ผ่านการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่สังคม

People of ACM: Worawan Diaz Carballo (11/18/2025)

Worawan Diaz Carballo (Marungsith) is an Assistant Professor of Computer Science at the Faculty of Science and Technology, Thammasat University (Thailand). Her research focuses on HPC systems, AI workload efficiency, and hybrid HPC/AI/cloud integration for education and innovation. Diaz Carballo is also the principal investigator of the HPC Ignite Initiative, a capacity-building program supported by Thailand’s NRCT and ThaiSC.

เชื่อมโยงขุมพลังเทคโนโลยีสู่การแก้ปัญหาท้องถิ่น 

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ผศ. ดร.วรวรรณ ได้รับการคัดเลือก มาจากการขับเคลื่อนโครงการ HPC Ignite (ระบบนิเวศสำหรับการพัฒนากําลังคนทักษะเชี่ยวชาญด้านการคํานวณสมรรถนะสูง) ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยี “ซูเปอร์คอมพิวเตอร์” ที่มักถูกจำกัดการใช้งานอยู่ในวงแคบ ลงไปสู่การใช้งานของประชาชนทั่วไป โครงการนี้ได้พัฒนาทักษะให้กับประชาชนกว่า 373 คน ในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือ (ลำปาง เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และลำพูน) เพื่อให้นำความรู้ไปพัฒนานวัตกรรมแก้ปัญหาในพื้นที่ของตนเอง

สร้างนวัตกรรมเพื่อสังคม ลดช่องว่างแห่งความเท่าเทียม 

ผลสัมฤทธิ์จากโครงการดังกล่าวนำไปสู่การสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคมถึง 11 โครงการ จากผู้เข้าร่วมอบรม โดยมีตัวอย่างที่โดดเด่น เช่น การพัฒนาซอฟต์แวร์แปลภาษาม้งเพื่อช่วยการสื่อสารของกลุ่มชาติพันธุ์ และการแปรรูปยาลูกกลอนเป็นสเปรย์แก้หอบหืด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการนำเทคโนโลยีระดับสูงมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังได้พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ที่เข้าถึงได้ง่ายผ่านโทรศัพท์มือถือ เพื่อขจัดอุปสรรคด้านอุปกรณ์สำหรับผู้เรียนในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งแพลตฟอร์มนี้ได้รับการยอมรับในระดับสากลและถูกนำไปใช้ใน ACM HPC Summer School เพื่อสนับสนุนผู้เรียนทั่วโลกให้เข้าถึงความรู้ได้อย่างเท่าเทียม

ความมุ่งมั่นของธรรมศาสตร์เพื่อความยั่งยืน 

ผศ. ดร.วรวรรณ กล่าวทิ้งท้ายว่า การได้รับเลือกเป็น People of ACM คือแรงผลักดันให้เห็นว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและนวัตกรรมของประเทศ การดำเนินการนี้ยังสอดคล้องกับปณิธานของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในการสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่สนับสนุนบุคลากรและมุ่งมั่นทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

1 ธันวาคม “วันเอดส์โลก”: ธรรมศาสตร์เสริมสร้างสุขภาวะประชาคม ด้วยบริการดูแลและป้องกันการติดเชื้อ HIV ที่เข้าถึงได้

วันที่ 1 ธันวาคมของทุกปี ตรงกับวันเอดส์โลก (World AIDS Day) ซึ่งเป็นวาระสำคัญระดับโลกในการทบทวนความก้าวหน้าในการต่อสู้กับเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์ (HIV/AIDS) ควบคู่ไปกับการตระหนักถึงความท้าทายที่ยังคงต้องร่วมกันขับเคลื่อนต่อไป

วันเอดส์โลกยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ลดอคติและการตีตราทางสังคม ตลอดจนเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาพ การตรวจคัดกรอง และบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมสำหรับทุกคน ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับพันธกิจของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ยึดมั่นในหลักการด้านสุขภาวะ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความเป็นธรรมทางสังคมมาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษ

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เชื่อมั่นว่า “สุขภาพเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ มิใช่สิทธิพิเศษของคนบางกลุ่ม” ด้วยเหตุนี้ Thammasat Well Being Center จึงมุ่งสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัย เป็นมิตร และเปิดกว้าง เพื่อให้สมาชิกทุกคนในประชาคมธรรมศาสตร์ ไม่ว่าจะมีเพศสภาพ สัญชาติ หรือภูมิหลังใด สามารถเข้าถึงบริการตรวจคัดกรอง การป้องกัน และการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญได้อย่างมั่นใจ ปราศจากความหวาดกลัวต่อการถูกตัดสินหรือเลือกปฏิบัติ

ศูนย์ฯ ดำเนินงานภายใต้แนวคิด “รู้เร็ว ดูแลได้เร็ว” (Early Detection) โดยเชื่อว่าการตรวจพบความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้นเป็นกุญแจสำคัญสู่การดูแลสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพ การลดความกังวลใจ และการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว พร้อมส่งเสริมให้บุคลากรและนักศึกษาตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพเชิงรุก และสามารถจัดการสุขภาวะของตนเองได้อย่างเหมาะสม

บริการสุขภาพทางเพศแบบครบวงจรสำหรับประชาคมธรรมศาสตร์

ศูนย์ Thammasat Well Being ได้พัฒนาระบบบริการด้านสุขภาพทางเพศที่ครอบคลุมและเป็นความลับ โดยไม่ได้มุ่งเพียงการให้บริการทางการแพทย์เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความรู้ ความเข้าใจ ความไว้วางใจ และวัฒนธรรมการสื่อสารอย่างเปิดกว้างเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศภายในมหาวิทยาลัย

ศูนย์ฯ มุ่งทำให้บริการสุขภาพเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้จริง สะดวก และตอบโจทย์วิถีชีวิตของนักศึกษาและบุคลากร ผ่านบริการสำคัญ ดังนี้

1. บริการตรวจคัดกรองด้วยตนเองที่รวดเร็วและเป็นส่วนตัว

ศูนย์ฯ ตระหนักดีว่าความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ทำให้หลายคนลังเลที่จะเข้ารับการตรวจ ด้วยเหตุนี้จึงจัดให้มีชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง (HIV Self-Test Kit) ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน WHO Prequalified ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลด้านคุณภาพและความน่าเชื่อถือ

  • ทราบผลรวดเร็ว ภายใน 1 นาที
  • ใช้งานง่าย สามารถตรวจได้ด้วยตนเองในพื้นที่ส่วนตัว
  • ช่วยลดความกังวล และลดข้อจำกัดจากการเข้ารับบริการในสถานพยาบาล

บริการดังกล่าวช่วยส่งเสริมให้ทุกคนเริ่มต้นดูแลสุขภาพของตนเองด้วยความมั่นใจ และเข้าถึงการดูแลรักษาได้อย่างทันท่วงทีหากจำเป็น

2. การเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียม

การดูแลสุขภาพไม่ควรถูกจำกัดด้วยสัญชาติ เพศ หรือสถานะทางสังคม ศูนย์ฯ จึงเปิดให้บริการตรวจคัดกรองและให้คำปรึกษาแก่

  • นักศึกษาและบุคลากรชาวไทย
  • นักศึกษาและบุคลากรนานาชาติ
  • นักศึกษาแลกเปลี่ยนและสมาชิกจากต่างประเทศที่เข้ามาศึกษาหรือปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย

ผู้รับบริการทุกคนจะได้รับการดูแลภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเป็นส่วนตัว และปราศจากการตัดสินหรือเลือกปฏิบัติ ซึ่งสะท้อนถึงคุณค่าด้านความเท่าเทียม การมีส่วนร่วม และความเป็นพลเมืองโลกที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยึดถือมาโดยตลอด

3. สร้างวัฒนธรรม Safe Sex ผ่านการรณรงค์อย่างต่อเนื่อง

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เชื่อว่าการป้องกันย่อมดีกว่าการรักษา และเชื่อว่าสุขภาพทางเพศเป็นเรื่องที่ควรได้รับการพูดคุยอย่างเปิดเผยบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง มากกว่าการถูกปกคลุมด้วยอคติหรือความอับอาย

ศูนย์ Thammasat Well Being จึงจัดกิจกรรมรณรงค์อย่างต่อเนื่องในช่วงเทศกาลและกิจกรรมสำคัญต่าง ๆ อาทิ

  • วันวาเลนไทน์
  • เทศกาลและกิจกรรมนักศึกษา
  • ช่วงกิจกรรมรณรงค์ออนไลน์ต่าง ๆ

ภายในกิจกรรมมีการแจกถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่นโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมส่งเสริมความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับ

  • การมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย (Safe Sex)
  • การเคารพและขอความยินยอม (Consent)
  • ความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น

เป้าหมายสำคัญคือการทำให้การดูแลสุขภาพทางเพศเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน และเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลตนเองอย่างมีความรับผิดชอบ

คุณไม่ได้เผชิญปัญหาเพียงลำพัง เราพร้อมรับฟัง

สำหรับหลายคน ความกังวลเกี่ยวกับเอชไอวีหรือสุขภาพทางเพศอาจนำไปสู่ความเครียด ความสับสน หรือความรู้สึกโดดเดี่ยว

ศูนย์ Thammasat Well Being พร้อมเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการรับฟังและให้คำปรึกษา โดยมีบริการดังนี้

  • บริการให้คำปรึกษาแบบเป็นความลับ
  • บุคลากรผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้ข้อมูล คำแนะนำ และการส่งต่อบริการที่เหมาะสม
  • ทุกการสนทนาได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพและรักษาความเป็นส่วนตัวสูงสุด

ไม่ว่าคุณจะมีคำถาม ความกังวล หรือกำลังมองหาคำแนะนำ ศูนย์ฯ พร้อมอยู่เคียงข้างและให้การสนับสนุนอย่างเหมาะสม

ติดต่อเรา

Thammasat Well Being Center
อาคาร SC 1 ชั้น 1 ห้อง 1062
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

วันและเวลาทำการ
วันจันทร์–ศุกร์ (วันทำการราชการ)
เวลา 09.00–20.30 น.

โทรศัพท์ 02 696 6600–2

หมายเหตุ: บริการเฉพาะทางบางประเภทอาจเปิดให้บริการในช่วงเวลาหรือรอบการให้บริการที่กำหนด และอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม โปรดติดตามข้อมูลล่าสุดผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการของ Thammasat Well Being Center ก่อนเข้ารับบริการ

“ธารน้ำใจธรรมศาสตร์” จากภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัย สู่บทเรียนสำคัญเรื่องการรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน

ขบวนรถบรรทุกถุงยังชีพภายใต้โครงการ “ธารน้ำใจธรรมศาสตร์” มุ่งหน้าสู่พื้นที่ประสบอุทกภัยในภาคใต้ พร้อมนำสิ่งของจำเป็น ความห่วงใย และกำลังใจไปส่งต่อให้แก่ประชาชนที่กำลังเผชิญผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมอย่างรุนแรง

อย่างไรก็ตาม หากมองผ่านกรอบของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ภารกิจครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในยามวิกฤตเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่ชวนให้สังคมไทยตระหนักถึงความท้าทายจากภัยพิบัติที่เกี่ยวเนื่องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมทั้งทบทวนบทเรียนสำคัญภายใต้ SDG 11 เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน (Sustainable Cities and Communities) และ SDG 13 การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Action)

หากประเทศไทยต้องการยืนหยัดท่ามกลางความไม่แน่นอนในอนาคต เราอาจไม่สามารถมุ่งเน้นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเมื่อเกิดวิกฤต แต่ต้องเรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เตรียมความพร้อมล่วงหน้า และปรับเปลี่ยนระบบต่าง ๆ ให้มีความสามารถในการรับมือและฟื้นตัวจากภัยพิบัติได้ดียิ่งขึ้น

สร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ให้สังคม ไม่ใช่เพียงแก้ปัญหาเมื่อภัยมาถึง

SDG 13: Climate Action

ความรุนแรงของอุทกภัยครั้งนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าภัยพิบัติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป และมีแนวโน้มจะเกิดบ่อยครั้งและรุนแรงมากขึ้นในอนาคต

เป้าหมายสำคัญของ SDG 13 โดยเฉพาะเป้าประสงค์ 13.1 ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือควบคุมอุณหภูมิโลกเท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นการเสริมสร้าง “ความยืดหยุ่นและความสามารถในการรับมือ” (Resilience) ของผู้คน ชุมชน และสถาบันต่าง ๆ

สังคมจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนจากแนวคิดการรอแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดเหตุ ไปสู่การลงทุนเพื่อเตรียมพร้อมล่วงหน้า ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบเตือนภัย การบริหารจัดการความเสี่ยง และการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน เพื่อให้สามารถเผชิญและฟื้นตัวจากเหตุการณ์รุนแรงได้โดยสูญเสียน้อยที่สุด

เมืองและชุมชนต้องออกแบบเพื่อลดความสูญเสียจากภัยพิบัติ

SDG 11: Sustainable Cities and Communities

แม้น้ำจะลดลงในที่สุด แต่ความเสียหายที่ทิ้งไว้เบื้องหลังมักดำรงอยู่อีกยาวนาน ทั้งต่อชีวิต ทรัพย์สิน เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คน ภายใต้ SDG 11 โดยเฉพาะเป้าประสงค์ 11.5 ความท้าทายสำคัญคือการลดจำนวนผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ และลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สิ่งนี้สะท้อนว่าการวางผังเมือง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการบริหารจัดการชุมชนในอนาคต จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับแนวคิดการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ (Disaster Risk Reduction: DRR) ตั้งแต่ต้นทาง โดยคำนึงถึงการคุ้มครองกลุ่มเปราะบางและการออกแบบระบบที่ช่วยลดความเสียหายเมื่อเกิดวิกฤต มากกว่าการรอซ่อมแซมความเสียหายหลังเหตุการณ์ผ่านพ้นไปแล้ว

ภัยพิบัติไม่ควรพรากโอกาสทางการศึกษา

อีกหนึ่งมิติสำคัญของการฟื้นฟูอย่างยั่งยืน คือการทำให้โอกาสทางการศึกษาไม่ถูกพัดพาไปพร้อมกับภัยพิบัติ สำหรับนักศึกษาและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ ความสูญเสียทางเศรษฐกิจอาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการศึกษา และส่งผลต่ออนาคตในระยะยาว มหาวิทยาลัยจึงมีบทบาทสำคัญในฐานะ Safety Net ที่ช่วยบรรเทาผลกระทบและรักษาโอกาสในการเรียนรู้ของผู้เรียนเอาไว้

ด้วยเหตุนี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงได้เปิดรับสมัคร ‘ทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ประจำปีการศึกษา 2568’ สำหรับนักศึกษาที่ครอบครัวได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นความสูญเสียต่อชีวิตหรือทรัพย์สิน โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยลดภาระทางการเงิน สร้างความต่อเนื่องทางการศึกษา และยืนยันว่าแม้จะต้องเผชิญกับวิกฤตใด การเรียนรู้ไม่ควรต้องหยุดชะงัก

รายละเอียดการขอรับทุนสามารถติดตามได้ที่: https://www.facebook.com/share/p/17XNMicaU6

จากการช่วยเหลือเฉพาะหน้า สู่การเตรียมพร้อมระยะยาว

โครงการ “ธารน้ำใจธรรมศาสตร์” นี้ชวนให้สังคมไทยมองภัยพิบัติมากกว่าการเป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่ต้องไปไกลถึงการเป็นบทเรียนสำคัญที่ต้องนำไปสู่การปรับตัว การวางแผน และการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและสถาบันต่าง ๆ เพื่อเปลี่ยนความเปราะบางให้กลายเป็นความยืดหยุ่น เปลี่ยนการตอบสนองเมื่อเกิดวิกฤตให้กลายเป็นการเตรียมพร้อมก่อนวิกฤตจะมาถึง

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขอส่งกำลังใจไปยังพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย และขอเชิญชวนประชาคมธรรมศาสตร์ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมที่ไม่เพียงพร้อมช่วยเหลือกันในยามวิกฤต แต่ยังพร้อมรับมือกับความท้าทายทุกรูปแบบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอย่างยั่งยืน