4 เส้นทางสู่การขับเคลื่อน SDGs ของมหาวิทยาลัย: จากการทำงานแบบต่างคนต่างทำ สู่พลังความร่วมมือเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

การขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) กลายเป็นภารกิจสำคัญที่กำลังทดสอบศักยภาพและความพร้อมของสถาบันอุดมศึกษาทั่วโลก จากเดิมที่การดำเนินงานของมหาวิทยาลัยมักอยู่ในรูปแบบต่างหน่วยงานต่างดำเนินการ คณะ ภาควิชา หรือศูนย์วิจัยต่างขับเคลื่อนภารกิจภายใต้เป้าหมายและตัวชี้วัดของตนเอง แม้จะก่อให้เกิดประโยชน์ในระดับพื้นที่หรือเฉพาะประเด็น แต่ผลลัพธ์จำนวนไม่น้อยยังไม่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบได้อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความท้าทายร่วมของโลก ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ปัญหาสิ่งแวดล้อม หรือความเปราะบางเชิงโครงสร้างของสังคม การทำงานแบบต่างคนต่างทำอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องพัฒนาตนเองจากการเป็นองค์กรที่ประกอบด้วยหน่วยงานย่อยจำนวนมาก ไปสู่การเป็นระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ ทรัพยากร และเครือข่ายความร่วมมือเข้าด้วยกัน เพื่อสร้าง “ผลกระทบร่วม” (Collective Impact) ที่สามารถขยายผลและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน

ประเด็นดังกล่าวถูกถ่ายทอดผ่านการเสวนา “มหาวิทยาลัยขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนกันอย่างไร” ซึ่งรวบรวมประสบการณ์การทำงานจริงจากมหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยสยาม และเครือข่าย SDSN Thailand โดยสะท้อนให้เห็น 4 แนวทางสำคัญที่ช่วยให้มหาวิทยาลัยก้าวข้ามวัฒนธรรมการทำงานแบบไซโล (Silo) และสร้างผลลัพธ์ด้านความยั่งยืนที่มีความหมายต่อสังคม

1. สร้างรากฐานองค์กรที่แข็งแรง ก่อนเปลี่ยนแปลงโลกภายนอก

ก่อนที่มหาวิทยาลัยจะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อสังคมได้ จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการสร้างความพร้อมภายในองค์กรเสียก่อน ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ชนิตา รักษ์พลเมือง จากมหาวิทยาลัยสยาม ชี้ให้เห็นว่าปัจจัยสำคัญที่สุดคือ “ภาวะผู้นำ” หากผู้บริหารให้ความสำคัญและสนับสนุนอย่างจริงจัง การขับเคลื่อนความยั่งยืนจะไม่ใช่เพียงนโยบายบนกระดาษ แต่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร ขณะเดียวกัน การสร้างทีมงานที่มีเป้าหมายร่วมกันก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน บุคลากรที่มี “ใจอยากทำ” จะสามารถขับเคลื่อนงานได้อย่างมีพลังและยั่งยืนมากกว่าการทำงานเพียงเพื่อปฏิบัติตามคำสั่ง

อีกกลไกสำคัญคือการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษา โดยเฉพาะรายวิชาศึกษาทั่วไป (General Education) เพื่อปลูกฝัง “กรอบความคิดด้านความยั่งยืน” ให้แก่นักศึกษาทุกคน ไม่ว่าจะเรียนในสาขาใดก็ตาม มหาวิทยาลัยสยามเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ปรับหลักสูตรให้ผู้เรียนได้เผชิญกับปัญหาจริงของสังคม และเรียนรู้ว่าความรู้และแนวคิดของตนสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้จริงอย่างไร

2. เปลี่ยนจาก “การเข้าไปทำให้ชุมชน” เป็น “การทำงานร่วมกับชุมชน”

หนึ่งในปัญหาที่ผู้ร่วมเสวนาหลายคนสะท้อนตรงกันคือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “ชุมชนช้ำ” โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปานนท์ ลาชโรจน์ จากมหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า หลายครั้งที่คณะหรือหน่วยงานต่าง ๆ จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน หรือแม้แต่มหาวิทยาลัยต่างแห่ง ต่างลงพื้นที่เดียวกันเพื่อทำวิจัยหรือบริการวิชาการโดยขาดการประสานงาน ส่งผลให้ชุมชนต้องตอบคำถามซ้ำ ๆ และแบกรับภาระจากโครงการจำนวนมาก การแก้ไขปัญหานี้จำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการ “ผลักโครงการของมหาวิทยาลัยเข้าไปสู่ชุมชน” ไปสู่การ “รับฟังเสียงของชุมชน” และให้ชุมชนเป็นผู้สะท้อนความต้องการที่แท้จริง

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ชนิตา เสริมว่ามหาวิทยาลัยสยามใช้แนวทาง “อยู่กับชุมชน” โดยนำปัญหาของพื้นที่มาเป็นจุดตั้งต้นและสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวในรูปแบบ Living Lab การทำงานเช่นนี้จึงไม่ได้จบลงเมื่อโครงการหรือรายวิชาสิ้นสุดลง แต่เป็นการร่วมเดินทางไปกับชุมชนจนกว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน ซึ่งช่วยสร้างความไว้วางใจและทำให้มหาวิทยาลัยกลายเป็นหุ้นส่วนของการพัฒนาอย่างแท้จริง

3. สร้างพลังจากเครือข่าย ไม่ใช่ทำงานเพียงลำพัง

เมื่อการทำงานโดยลำพังมีข้อจำกัด การสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรจึงกลายเป็นกลไกสำคัญในการขยายผลกระทบ คุณนันทินี มาลานนท์ จาก SDSN Thailand สะท้อนว่า แม้จะมีเครือข่ายมหาวิทยาลัยจำนวนมากเกิดขึ้นทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ แต่สิ่งที่ยังขาดอยู่คือการเชื่อมโยงเครือข่ายเหล่านั้นเข้าด้วยกันภายใต้วิสัยทัศน์ร่วม ความท้าทายสำคัญจึงไม่ใช่การสร้างเครือข่ายเพิ่มขึ้น แต่คือการสร้าง “พลังเสริม” (Synergy) ระหว่างเครือข่ายที่มีอยู่

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปานนท์ ยกตัวอย่างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดลและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นการผสานจุดแข็งของทั้งสองสถาบันเข้าด้วยกัน จนสามารถสร้างผลกระทบต่อสังคมในระดับที่มหาวิทยาลัยใดมหาวิทยาลัยหนึ่งไม่สามารถทำได้เพียงลำพัง

ขณะที่ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ชนิตา เน้นย้ำว่า การเลือกพันธมิตรที่มีเป้าหมายและคุณค่าร่วมกันเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จ เพราะจะช่วยให้การทำงานร่วมกันมีความต่อเนื่องและสามารถก้าวข้ามอุปสรรคได้ดียิ่งขึ้น

4. ขับเคลื่อนวาระร่วม เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในวงกว้าง

เมื่อมีเครือข่ายที่เข้มแข็งแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการกำหนด “วาระร่วม” เพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงในระดับที่กว้างขึ้น คุณนันทินีเสนอว่ามีอย่างน้อยสองประเด็นสำคัญที่มหาวิทยาลัยควรร่วมกันผลักดัน ได้แก่

  • การศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Education for Sustainable Development: ESD) – มหาวิทยาลัยควรร่วมกันผลักดันให้แนวคิด ESD กลายเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการอุดมศึกษาระดับประเทศ เพื่อให้การสร้างพลเมืองที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นภารกิจร่วมของทุกสถาบัน
  • การสร้างพื้นที่สำหรับเยาวชน – การเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาจากหลากหลายมหาวิทยาลัยได้พบปะ แลกเปลี่ยน และทำกิจกรรมร่วมกัน จะช่วยลดการทำงานแบบต่างคนต่างทำ และเพิ่มศักยภาพของคนรุ่นใหม่ในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม

วาระร่วมเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในระดับนโยบายและระดับพื้นที่ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการที่มหาวิทยาลัยสยามร่วมกับสำนักงานเขตภาษีเจริญผลักดันประเด็น “ทางเท้าปลอดภัย” จนพัฒนาเป็นนวัตกรรม S-Guard ซึ่งช่วยยกระดับความปลอดภัยของผู้ใช้ทางเท้าได้อย่างเป็นรูปธรรม

ความยั่งยืนที่แท้จริง เริ่มต้นจากการร่วมมือกัน

บทเรียนจากเวทีเสวนาครั้งนี้สะท้อนข้อเท็จจริงสำคัญว่า มหาวิทยาลัยไม่สามารถขับเคลื่อนความยั่งยืนได้ด้วยการทำงานแบบแยกส่วนอีกต่อไป การสร้างผลกระทบที่มีความหมายต่อสังคมจำเป็นต้องอาศัยรากฐานองค์กรที่เข้มแข็ง การทำงานร่วมกับชุมชนในฐานะหุ้นส่วน การใช้พลังของเครือข่าย และการขับเคลื่อนวาระร่วมที่ก้าวข้ามขอบเขตของแต่ละสถาบัน

เมื่อมหาวิทยาลัยสามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ ทุนทางปัญญา และความรับผิดชอบต่อสังคมเข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความยั่งยืนจะไม่ใช่เพียงเป้าหมายเชิงนโยบาย แต่จะกลายเป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง วัดผลได้ และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้คนในวงกว้าง


เรียบเรียงและสรุปจากเวทีเสวนา “มหาวิทยาลัยขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนกันอย่างไร”
จัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

SHARE

COMMENTS

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Picture of devwp
devwp

Related Activities