คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้จัดงานเสวนาวิชาการในหัวข้อ “ความรับผิดของรัฐต่อความล้มเหลวในการจัดการภัยพิบัติ” เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2568 งานดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อถอดบทเรียนจากเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาล วงเสวนาได้เน้นย้ำถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง การบริหารจัดการที่ผิดพลาด และช่องทางทางกฎหมายที่สำคัญในการเรียกร้องความยุติธรรมให้กับผู้ประสบภัย
ข้อค้นพบสำคัญจากงานเสวนา
วิกฤตข้อมูลและระบบแจ้งเตือรูปแบบเดิมที่ใช้ไม่ได้ผล
เมื่อกล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ คุณฐิตินันท์ อินทนู นักวิจัยจากศูนย์วิจัยภัยพิบัติทางธรรมชาติภาคใต้ ชี้ให้เห็นว่าเหตุการณ์นี้แตกต่างจากอดีตอย่างมาก พื้นที่ดังกล่าวมีปริมาณฝนสะสมสูงผิดปกติ โดยมีฝนตกหนักพร้อมกันทั้งในเขตใจกลางเมืองและพื้นที่โดยรอบ ซึ่งผิดแผกไปจากรูปแบบเดิมที่น้ำมักจะไหลหลากลงมาจากพื้นที่ต้นน้ำ ด้วยเหตุนี้ ระบบการแจ้งเตือนด้วยธงสี (เขียว-เหลือง-แดง) ที่เคยใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงไม่สามารถแจ้งเตือนประชาชนได้ทันท่วงที ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าแม้สภาพอากาศที่เลวร้ายจะเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แต่ขนาดของความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความล้มเหลวในการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีอยู่เพื่อการบริหารจัดการและการแจ้งเตือนอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ประชาชนมีเวลาไม่เพียงพอในการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินหรืออพยพ
เสียงจากคนหน้างาน ภาพสะท้อนของ ‘รัฐล้มเหลว’ ในยามวิกฤต
ในมุมมองของการปฏิบัติงานด่านหน้า นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย ได้สะท้อนภาพความล้มเหลวของรัฐอย่างชัดเจน ท่านตั้งข้อสังเกตถึงการขาดความพร้อมอย่างเห็นได้ชัดของภาครัฐ ทั้งในช่วงก่อนและระหว่างเกิดเหตุ ระบบสื่อสารที่ล่มสลาย ศูนย์อพยพที่ขาดความพร้อมด้านอุปกรณ์ และที่สำคัญที่สุดคือ ขาดผู้บัญชาการเหตุการณ์ที่เป็นเอกภาพ นำไปสู่การปฏิบัติการช่วยเหลือที่วุ่นวายและไร้ทิศทาง บังคับให้ประชาชนต้องพึ่งพาตนเองและภาคเอกชนเป็นหลัก สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบราชการที่ไม่สามารถบูรณาการการทำงานข้ามหน่วยงานได้ในยามที่ประชาชนต้องการมากที่สุด
ปมทางกฎหมาย อำนาจและความรับผิดที่ทับซ้อนกัน
สำหรับช่องโหว่เกี่ยวกับโครงสร้างทางกฎหมาย ผศ.สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ คณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.อ. ได้วิเคราะห์ถึงความยุ่งยากที่เกิดจากการบังคับใช้กฎหมายที่ซับซ้อนและซ้ำซ้อน เนื่องจากในเหตุการณ์เดียวกันนี้ มีการใช้อำนาจภายใต้กฎหมายถึง 3 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งสร้างความสับสนในสายการบังคับบัญชา นอกจากนี้ การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ยังมีนัยทางกฎหมายที่ตัดความรับผิดส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่รัฐออไป ทำให้การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเป็นไปได้ยาก อย่างไรก็ตาม ยังมีช่องทางในการเรียกร้องความรับผิดทางละเมิดจากหน่วยงานของรัฐได้อยู่ หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นผลโดยตรงจากการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด
ข้อเสนอทางกฎหมาย รัฐต้องจ่ายหากละเลยหน้าที่ในการปกป้องประชาชน
รศ. ดร.ต่อพงศ์ กิตติยานุพงศ์ จากคณะนิติศาสตร์ มธ. ได้เสนอแนวทางใหม่ในการตีความกฎหมายเพื่อให้เกิดความยุติธรรม ท่านเสนอว่า ศาลปกครองไม่ควรด่วนสรุปว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็น “เหตุสุดวิสัย” (Force Majeure) ซึ่งจะทำให้รัฐพ้นจากความรับผิดชอบเสมอไป ในทางกลับกัน ศาลควรพิจารณาถึง “หน้าที่ของรัฐ” ในการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ หากรัฐมีความบกพร่องในระบบการแจ้งเตือนหรือการบริหารจัดการจนทำให้ความเสียหายลุกลามกว้างขวางกว่าที่ควรจะเป็นตามธรรมชาติ รัฐก็ควรต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เพิ่มขึ้นนั้น ดังนั้น การยื่นฟ้องคดีปกครองเพื่อเรียกค่าชดเชยไม่ใช่เพียงแค่การเยียวยาผู้ประสบภัยเท่านั้น แต่จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ ซึ่งจะบังคับให้รัฐตระหนักถึงภาระหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัยสาธารณะและกระตุ้นให้เกิดการปฏิรูประบบการจัดการภัยพิบัติของประเทศให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น