ขบวนรถบรรทุกถุงยังชีพภายใต้โครงการ “ธารน้ำใจธรรมศาสตร์” มุ่งหน้าสู่พื้นที่ประสบอุทกภัยในภาคใต้ พร้อมนำสิ่งของจำเป็น ความห่วงใย และกำลังใจไปส่งต่อให้แก่ประชาชนที่กำลังเผชิญผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมอย่างรุนแรง
อย่างไรก็ตาม หากมองผ่านกรอบของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ภารกิจครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในยามวิกฤตเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่ชวนให้สังคมไทยตระหนักถึงความท้าทายจากภัยพิบัติที่เกี่ยวเนื่องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมทั้งทบทวนบทเรียนสำคัญภายใต้ SDG 11 เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน (Sustainable Cities and Communities) และ SDG 13 การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Action)
หากประเทศไทยต้องการยืนหยัดท่ามกลางความไม่แน่นอนในอนาคต เราอาจไม่สามารถมุ่งเน้นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเมื่อเกิดวิกฤต แต่ต้องเรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เตรียมความพร้อมล่วงหน้า และปรับเปลี่ยนระบบต่าง ๆ ให้มีความสามารถในการรับมือและฟื้นตัวจากภัยพิบัติได้ดียิ่งขึ้น
สร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ให้สังคม ไม่ใช่เพียงแก้ปัญหาเมื่อภัยมาถึง
SDG 13: Climate Action
ความรุนแรงของอุทกภัยครั้งนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าภัยพิบัติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป และมีแนวโน้มจะเกิดบ่อยครั้งและรุนแรงมากขึ้นในอนาคต
เป้าหมายสำคัญของ SDG 13 โดยเฉพาะเป้าประสงค์ 13.1 ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือควบคุมอุณหภูมิโลกเท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นการเสริมสร้าง “ความยืดหยุ่นและความสามารถในการรับมือ” (Resilience) ของผู้คน ชุมชน และสถาบันต่าง ๆ
สังคมจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนจากแนวคิดการรอแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดเหตุ ไปสู่การลงทุนเพื่อเตรียมพร้อมล่วงหน้า ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบเตือนภัย การบริหารจัดการความเสี่ยง และการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน เพื่อให้สามารถเผชิญและฟื้นตัวจากเหตุการณ์รุนแรงได้โดยสูญเสียน้อยที่สุด
เมืองและชุมชนต้องออกแบบเพื่อลดความสูญเสียจากภัยพิบัติ
SDG 11: Sustainable Cities and Communities
แม้น้ำจะลดลงในที่สุด แต่ความเสียหายที่ทิ้งไว้เบื้องหลังมักดำรงอยู่อีกยาวนาน ทั้งต่อชีวิต ทรัพย์สิน เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คน ภายใต้ SDG 11 โดยเฉพาะเป้าประสงค์ 11.5 ความท้าทายสำคัญคือการลดจำนวนผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ และลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สิ่งนี้สะท้อนว่าการวางผังเมือง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการบริหารจัดการชุมชนในอนาคต จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับแนวคิดการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ (Disaster Risk Reduction: DRR) ตั้งแต่ต้นทาง โดยคำนึงถึงการคุ้มครองกลุ่มเปราะบางและการออกแบบระบบที่ช่วยลดความเสียหายเมื่อเกิดวิกฤต มากกว่าการรอซ่อมแซมความเสียหายหลังเหตุการณ์ผ่านพ้นไปแล้ว
ภัยพิบัติไม่ควรพรากโอกาสทางการศึกษา
อีกหนึ่งมิติสำคัญของการฟื้นฟูอย่างยั่งยืน คือการทำให้โอกาสทางการศึกษาไม่ถูกพัดพาไปพร้อมกับภัยพิบัติ สำหรับนักศึกษาและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ ความสูญเสียทางเศรษฐกิจอาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการศึกษา และส่งผลต่ออนาคตในระยะยาว มหาวิทยาลัยจึงมีบทบาทสำคัญในฐานะ Safety Net ที่ช่วยบรรเทาผลกระทบและรักษาโอกาสในการเรียนรู้ของผู้เรียนเอาไว้
ด้วยเหตุนี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงได้เปิดรับสมัคร ‘ทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ประจำปีการศึกษา 2568’ สำหรับนักศึกษาที่ครอบครัวได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นความสูญเสียต่อชีวิตหรือทรัพย์สิน โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยลดภาระทางการเงิน สร้างความต่อเนื่องทางการศึกษา และยืนยันว่าแม้จะต้องเผชิญกับวิกฤตใด การเรียนรู้ไม่ควรต้องหยุดชะงัก
รายละเอียดการขอรับทุนสามารถติดตามได้ที่: https://www.facebook.com/share/p/17XNMicaU6
จากการช่วยเหลือเฉพาะหน้า สู่การเตรียมพร้อมระยะยาว
โครงการ “ธารน้ำใจธรรมศาสตร์” นี้ชวนให้สังคมไทยมองภัยพิบัติมากกว่าการเป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่ต้องไปไกลถึงการเป็นบทเรียนสำคัญที่ต้องนำไปสู่การปรับตัว การวางแผน และการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและสถาบันต่าง ๆ เพื่อเปลี่ยนความเปราะบางให้กลายเป็นความยืดหยุ่น เปลี่ยนการตอบสนองเมื่อเกิดวิกฤตให้กลายเป็นการเตรียมพร้อมก่อนวิกฤตจะมาถึง
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขอส่งกำลังใจไปยังพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย และขอเชิญชวนประชาคมธรรมศาสตร์ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมที่ไม่เพียงพร้อมช่วยเหลือกันในยามวิกฤต แต่ยังพร้อมรับมือกับความท้าทายทุกรูปแบบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอย่างยั่งยืน