เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 47% ภายในปี ค.ศ. 2035 ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือความท้าทายระดับองค์กรที่กำลังถูกขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์ Carbon Neutral Campus ซึ่งครอบคลุมการทำงานของทุกส่วนงานและทุกวิทยาเขต ภายใต้ “แผนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2565-2570) ว่าด้วยการสร้างความสุขและความยั่งยืนให้กับประชาคม” มหาวิทยาลัยตั้งเป้าหมายใหญ่ในการจัดเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของทุกพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การขอรับรองมาตรฐานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ระดับองค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) กับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ในภาพรวมทั้งมหาวิทยาลัย ซึ่งการจะไปถึงจุดนั้นได้ ต้องอาศัยการลงมือทำจริงจากทุกภาคส่วน
ลงมือทำในพื้นที่: ลดคาร์บอน 1.7 หมื่นตัน พร้อมยกระดับโครงการสู่มาตรฐาน T-VER
ผลลัพธ์เชิงประจักษ์ในระดับพื้นที่เริ่มต้นขึ้นแล้วที่ศูนย์รังสิต ซึ่งเดินหน้าปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ ข้อมูลระหว่างปี พ.ศ. 2567-2568 ระบุว่า ศูนย์รังสิตสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้รวม 17,561.551 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า จนได้รับใบประกาศเกียรติคุณ (Letter of Recognition: LOR) ภายใต้โครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (LESS) จาก อบก. โดยมาจากโครงการระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา การเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า โครงการธนาคารขยะรีไซเคิล และการเก็บรวบรวมขยะกล่องนม UHT
นอกจากการขอรับรองในภาพรวมพื้นที่ การจัดการระดับหน่วยงานย่อยก็สร้างผลกระทบที่ชัดเจน ล่าสุด สำนักงานบริหารทรัพย์สินและกีฬา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) ขนาด 81.6 kWp บนอาคารสำนักงานฯ ซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าสะอาดได้กว่า 109,412 kWh ต่อปี ช่วยมหาวิทยาลัยประหยัดค่าไฟได้ถึง 547,063.61 บาทต่อปี ควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 50 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (เทียบเท่าการลดจำนวนรถยนต์บนท้องถนน 12 คัน หรือการปลูกต้นไม้เพื่อดูดซับคาร์บอน 1,300–2,200 ต้น)
การดำเนินงานของสำนักงานบริหารทรัพย์สินและกีฬาได้รับการขึ้นทะเบียนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Standard T-VER) จาก อบก. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าการใช้พลังงานสะอาดสามารถตอบโจทย์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและลดต้นทุนองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หน่วยงานนำร่องปูทางสู่การรับรอง CFO ทั้งมหาวิทยาลัย
ในขณะที่ภาพใหญ่กำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อขอรับรองมาตรฐานทั้งมหาวิทยาลัย บางหน่วยงานได้ยกระดับการบริหารจัดการจนผ่านการรับรอง CFO จาก อบก. เรียบร้อยแล้ว โดยเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา คณะวิศวกรรมศาสตร์ นำโดย ศ. ดร.สัญญา มิตรเอม และ หอสมุดป๋วย อึ๊งภากรณ์ คือสององค์กรต้นแบบที่สามารถจัดเก็บข้อมูลจนได้รับการขึ้นทะเบียนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) จาก อบก. ได้สำเร็จ เป็นจุดเริ่มต้นที่แสดงให้เห็นว่าทั้งพื้นที่จัดการเรียนการสอนและพื้นที่ให้บริการนักศึกษา สามารถบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบได้จริง
นอกจากหน่วยงานนำร่องเหล่านี้ คณะและส่วนงานอื่นๆ อีกหลายแห่งต่างกำลังปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานและจัดการขยะในพื้นที่ของตนเอง เพื่อเตรียมฐานข้อมูลเข้าสู่กระบวนการทวนสอบมาตรฐานระดับสากลในอนาคต
สร้าง-ยกระดับบุคลากร ป้อนระบบเศรษฐกิจสีเขียว
ความมุ่งมั่นของธรรมศาสตร์ครอบคลุมไปถึงการสร้างผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ ปัจจุบัน ศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านพลังงานเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (CEEE) ภายใต้คณะวิศวกรรมศาสตร์ มีรายชื่ออยู่ในทำเนียบผู้มีความสามารถในการให้คำปรึกษาการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร ซึ่ง อบก. แนะนำให้ผู้ประกอบการใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาเลือกที่ปรึกษา
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2568 สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TU-RAC) ได้จัดอบรมหลักสูตรการประเมิน CFO เพื่อผลิตบุคลากรคุณภาพเข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.หาญพล พึ่งรัศมี (CEEE) และ คุณมนต์ชัย จิตติปัญญากุล (บจก. อีซีอีอี) มาร่วมสร้างนักวิจัยและที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม
การพัฒนาบุคลากรยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อต้นปี 2569 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ร่วมกับ อบก. จัดสัมมนา “การพัฒนาและยกระดับทักษะที่ปรึกษาคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรสู่การรับรอง Net Zero” ซี่งเป็นกิจกรรมที่มุ่งงยกระดับทักษะให้แก่ที่ปรึกษา CFO ที่ขึ้นทำเนียบกับ อบก. ให้พร้อมรับมือกับเงื่อนไขใหม่ๆ ทั้งร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และข้อบังคับการรายงานก๊าซเรือนกระจก ผ่านความร่วมมือเชิงเครือข่ายระหว่างธรรมศาสตร์ อบก. กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และ บจก. อีซีอีอี
แผนงาน Carbon Neutral Campus จึงไม่ใช่เพียงการรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน การรับรองมาตรฐานโครงการ T-VER ไปจนถึงการขึ้นทะเบียน CFO ระดับองค์กรนำร่อง และการผลิต-อัปสกิลบุคลากรเฉพาะทาง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายลดคาร์บอน 47% และสร้างสังคมคาร์บอนต่ำทั้งในและต่างประเทศ