นับตั้งแต่ปี 2023 ทีมวิจัยคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ทำการศึกษาสรรพคุณทางสมุนไพรของ “ไม้พังแหร” ในเชิงลึก จนได้พบกับพื้นที่ต้นแบบอย่าง “สบขุ่นโมเดล“ จ.น่าน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายความยั่งยืนของเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ในการส่งเสริมระบบวนเกษตรเพื่อฟื้นฟูป่าควบคู่กับการสร้างรายได้ชุมชน โดยนำไม้พังแหร หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ปอสร้อย” มาปลูกเป็นไม้พี่เลี้ยงให้กับกาแฟ เนื่องจากมีพุ่มใบที่ให้ร่มเงาพอเหมาะและช่วยกระตุ้นสรีรวิทยาของกาแฟให้เจริญเติบโตจนได้ผลผลิตสูง อีกทั้งชาวบ้านบางส่วนยังนำเปลือกต้นพังแหรมาใช้เป็นวัสดุผูกมัดตามธรรมชาติอีกด้วย


เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการสกัดสารสำคัญทางสมุนไพร เศษเปลือกต้นและกิ่งไม้พังแหรปริมาณมากมักถูกทิ้งให้กลายเป็นขยะชีวมวลโดยเปล่าประโยชน์ จากปัญหาดังกล่าว คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. จึงนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ามาเปลี่ยนทรัพยากรเหลือทิ้งในพื้นที่ ให้กลายเป็นนวัตกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มและคืนชีวิตใหม่ให้กับธรรมชาติอีกครั้ง
ผสานกลยุทธ์วิชาการและภาคธุรกิจ สกัดเส้นใยธรรมชาติสู่เยื่อกระดาษรักษ์โลก
ผศ. ดร.ทิวธวัฒ นาพิรุณ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. เผยถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของงานวิจัย เมื่อทีมวิจัยพบว่าเศษกากวัตถุดิบมีลักษณะเส้นใยที่เหนียวและทนทาน ผลการตรวจสอบยืนยันว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับนำมาขึ้นรูปเป็นแผ่นกระดาษได้อย่างดี การค้นพบนี้ช่วยเพิ่มทางเลือกใหม่สำหรับอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กระดาษที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และต่อยอดสู่โอกาสในธุรกิจสีเขียว จนกลายมาเป็นอีกหนึ่งงานวิจัยหลักที่คณาจารย์และนักศึกษาได้ลงพื้นที่ร่วมพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมจริงกับเครือเจริญโภคภัณฑ์



อีกก้าวสำคัญของงานวิจัย คือการได้รับการสนับสนุนด้านมาตรฐานการทดสอบเยื่อกระดาษจาก ดร.ปรียานุช สีโชละ จากสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อยกระดับคุณสมบัติของวัตถุดิบเยื่อไม้พังแหรให้พร้อมสำหรับการนำไปผลิตบรรจุภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพ
นวัตกรรมที่ได้รับการยอมรับระดับนานาชาติ สอดรับความยั่งยืน
นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์กระดาษจากไม้พังแหรสามารถแก้ปัญหาขยะเกษตรและสร้างผลกระทบเชิงสิ่งแวดล้อมที่วัดผลได้จริง โดยไม้พังแหรที่มีอายุประมาณ 3 – 5 ปี สูงราว 12 – 15 เมตร ให้ผลผลิตเยื่อประมาณ 50% และมีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนเฉลี่ยประมาณ 190 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ผลงานดังกล่าวสามารถคว้ารางวัลระดับเหรียญทองจากเวที International Invention, Innovation and Technology Exhibition (ITEX) 2025 ณ สหพันธรัฐมาเลเซีย ด้านสิ่งแวดล้อม และพัฒนาต่อยอดจนได้รับ Chairman Award ด้าน Sustainability Innovation จาก CP Exposition Innovation 2026 นับเป็นข้อพิสูจน์ถึงศักยภาพในการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยและพื้นที่จริงมาพัฒนาเป็นนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม


นอกจากนี้ หนึ่งหัวใจสำคัญของโครงการคือการพัฒนาคน โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาธรรมศาสตร์ได้ลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริง ร่วมเรียนรู้กับทีมวิจัย ชุมชน และภาคเอกชน เพื่อปลูกฝังการใช้วิทยาศาสตร์สร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมด้วย “ความเข้าใจคน” เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนางานวิจัย
ขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ ‘Science for Society’
ปัจจุบัน คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. และเครือเจริญโภคภัณฑ์ ยังคงเดินหน้าความร่วมมืออย่างต่อเนื่องเพื่อต่อยอดงานวิจัยสู่การพัฒนาเชิงพาณิชย์ โดยผลักดันให้เกิดการทดลองผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม โดยมี CPPC เตรียมสนับสนุนในระยะต่อไป
การบริหารจัดการทรัพยากรของโครงการนี้ เน้นความคุ้มค่าสูงสุด ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการฟื้นฟูพื้นที่ไปจนถึงการนำวัสดุกลับมารีไซเคิลตามแนวคิด Cradle to Gate & Cradle to Grave ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยเฉพาะเป้าหมายการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (SDG 12) รวมถึงให้ความสำคัญกับการตรวจสอบย้อนกลับวัตถุดิบ (Traceability) ตามหลัก ESG เพื่อสร้างคุณค่าร่วมกันระหว่างชุมชน สิ่งแวดล้อม และภาคธุรกิจในระยะยาว


โครงการนี้เป็นผลลัพธ์ที่ได้พิสูจน์ให้เห็นวิสัยทัศน์ “Science for Society” ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยการนำองค์ความรู้ทางวิชาการออกนอกห้องปฏิบัติการ เพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่ มุ่งเน้นการต่อยอดไปสู่การใช้งานได้จริง และพัฒนานวัตกรรมที่สร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างยั่งยืนต่อทั้งสิ่งแวดล้อม ชุมชน และสังคม
ที่มาของข้อมูล :