มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดบ้านต้อนรับคณะผู้แทนจากสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย (UN Country Team) ในโอกาสหารือความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อเร่งขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมทางสังคมและการเตรียมความพร้อมรองรับวาระการพัฒนาหลังปี 2030 (Post-2030 Agenda) เพื่อยกระดับบทบาทของสถาบันการศึกษาไทยสู่เวทีโลก
ในการนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง ได้ให้การต้อนรับ คุณมิเคล่า ไฟรเบิร์ก-สตอเรย์ (Ms. Michaela Friberg-Store y) ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UN Resident Coordinator) และคณะทำงานจากหน่วยงานต่างๆ ภายใต้องค์การสหประชาชาติ อาทิ UN Women, UN Volunteers (UNV), UN Global Compact และ ITU เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องประชุมปรีดี พนมยงค์ ชั้น 3 อาคารโดมบริหาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

ย้ำจุดยืนมหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน พร้อมเปิดหลักสูตรใหม่ปั้นนักจัดการความยั่งยืน
ศาสตราจารย์ ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้กล่าวต้อนรับโดยเน้นย้ำถึงรากฐานสำคัญของมหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งขึ้นบนเจตนารมณ์ในการเป็น “มหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน” ซึ่งมีปรัชญาเรื่องความเสมอภาค ประชาธิปไตย และการมอบโอกาสทางการศึกษาฝังอยู่ใน DNA ของชาวธรรมศาสตร์ ดังนั้น การขับเคลื่อนเรื่อง SDGs จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นภารกิจที่สอดคล้องกับตัวตนของมหาวิทยาลัยมาโดยตลอด
นอกจากนี้ อธิการบดีได้เปิดเผยถึงก้าวสำคัญทางวิชาการ โดยมหาวิทยาลัยได้พัฒนาหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาการจัดการความยั่งยืน (B.Sc. in Sustainable Management) ซึ่งออกแบบร่วมกับเครือข่าย Global Compact Network และบูรณาการองค์ความรู้จาก 5 คณะ ได้แก่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิทยาลัยสหวิทยาการ วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ เป้าหมายสำคัญคือผลิตบัณฑิตที่มีทักษะเชิงลึกด้านการจัดการความยั่งยืน เพื่อรองรับความต้องการบุคลากรในภาคธุรกิจและองค์กรระดับโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สหประชาชาติชื่นชมธรรมศาสตร์ เชื่อมโยงองค์ความรู้สู่ชุมชน
ทางด้าน คุณมิเคล่า ไฟรเบิร์ก-สตอเรย์ ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย ได้กล่าวชื่นชมวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเปรียบเทียบว่า ในขณะที่มหาวิทยาลัยหลายแห่งทั่วโลกมักดำรงตนเป็น “intellectual island” หรือ “เกาะแห่งความรู้” ที่ตัดขาดจากสังคม แต่ธรรมศาสตร์กลับมีความโดดเด่นในการนำองค์ความรู้ลงสู่ชุมชนท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นจุดแข็งที่สำคัญของประเทศไทย พร้อมทั้งยกย่องให้ธรรมศาสตร์เป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำที่มีความก้าวหน้า (forward-leaning) ในการนำ SDGs มาเป็นแกนกลางของการดำเนินงาน ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ค่านิยมเรื่องเหล่านี้กำลังถูกท้าทาย
ยุทธศาสตร์ “One TU” สู่ความเป็นหนึ่งด้านสันติภาพ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ชล บุนนาค ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพและความยั่งยืน ได้นำเสนอวิสัยทัศน์ “One TU” ของอธิการบดี ที่มุ่งเน้นการทลายกำแพงระหว่างคณะและการทำงานแบบแยกส่วน ผ่าน 3 เสายุทธศาสตร์หลักเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ 1) การเป็นมหาวิทยาลัยสมบูรณ์แบบชั้นนำ มุ่งพัฒนานักศึกษาให้พร้อมรับอนาคต 2) การเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อสังคม ขับเคลื่อนงานวิจัยให้เกิดผลกระทบเชิงรูปธรรม และ 3) การสร้างความยั่งยืนควบคู่ความสุข ในทุกมิติของการพัฒนาองค์กร
มหาวิทยาลัยได้ขับเคลื่อนโครงการสำคัญ อาทิ การมุ่งสู่ Carbon Neutral Campus การใช้รถโดยสารไฟฟ้า การจัดการขยะแบบ Zero Waste การส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศและความหลากหลาย ตลอดจนการทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางของการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างสันต ผลจากการดำเนินงานดังกล่าว ส่งผลให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 1 ของประเทศไทย และอันดับที่ 4 ของโลก ในด้าน SDG 16 (Peace, Justice and Strong Institutions) จาก THE Impact Rankings 2025
งานวิจัยจากหิ้งสู่ห้าง เพื่อคุณภาพชีวิตที่เท่าเทียม
ในมิติของการวิจัยและนวัตกรรม รองศาสตราจารย์ ดร.สุปราณี ลิสวัสดิ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม ได้ขยายความถึงทิศทางงานวิจัยของมหาวิทยาลัยที่สนับสนุนให้นักวิจัยผลิตผลงานตอบโจทย์ SDGs อย่างเป็นรูปธรรม โดยสถิติผลงานตีพิมพ์สูงสุด 3 อันดับแรกของมหาวิทยาลัย ได้แก่ SDG 3 (สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี) SDG 9 (อุตสาหกรรม นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน) และ SDG 11 (เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน) โดยอธิการบดีได้เสริมตัวอย่างความสำเร็จ เช่น การพัฒนาอุปกรณ์ช่วยออกกำลังกายกล้ามเนื้อแขนสำหรับผู้ป่วยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งได้ส่งมอบให้โรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานคร รวมถึงงานออกแบบที่อยู่อาศัยเพื่อคนทั้งมวล (Universal Design) จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ฯ ที่เตรียมต่อยอดสู่ศูนย์การเรียนรู้ในอนาคต
สร้างพลเมืองโลกด้วยทักษะ IMPACT และจิตอาสา
รองศาสตราจารย์ ดร.ดำรงค์ อดุลยฤทธิกุล รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ กล่าวถึงแนวทางการพัฒนานักศึกษาภายใต้วาทะของปรีดี พนมยงค์ ที่เปรียบมหาวิทยาลัยเป็น “บ่อน้ำบำบัดความกระหายของราษฎร” โดยปัจจุบันมหาวิทยาลัยมุ่งเน้นโมเดล IMPACT ที่พัฒนาทักษะ ได้แก่ Interpersonal, Mindful, Progressive, Agility, Competence และ Thriving เพื่อสร้างพลเมืองโลกที่พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยยังให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำ ผ่านการมอบทุนการศึกษาแก่กลุ่มเปราะบางมากกว่า 100 ทุนต่อปี พร้อมระบบติดตามดูแลและลงพื้นที่เยี่ยมบ้านอย่างใกล้ชิด
ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เกศกุล สระกวี ตัวแทนคณบดีวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้นำเสนอความก้าวหน้าในการยกระดับงานอาสาสมัครให้เป็นศาสตร์ ผ่านการเปิดสอนรายวิชาด้านการจัดการงานอาสาสมัครและจิตวิทยางานอาสา รวมถึงการทำงานของศูนย์วิจัยงานอาสาสมัครที่ดำเนินงานร่วมกับเครือข่ายทั่วประเทศมาเกือบสิบปี
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย: วาระหลังปี 2030 และระบบนิเวศจิตอาสา
ในช่วงสำคัญของการหารือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้นำเสนอข้อเสนอความร่วมมือ 2 ประเด็นหลักต่อทีมสหประชาชาติ
- ประเด็นแรกคือ “วาระการพัฒนาหลังปี 2030” (Post-2030 Agenda) โดยเสนอให้มีการสร้างแพลตฟอร์มทบทวนความก้าวหน้า 10 ปีของ SDGs ในที่เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ นโยบาย และสังคม (Science-Policy-Society Interface) เพื่อให้เกิดกระบวนการประเมินผลจากฐานราก เสริมเติมข้อมูลจากภาครัฐ และใช้การวางแผนฉากทัศน์อนาคต (Scenario Planning) เพื่อกำหนดท่าทีของประเทศไทยในเวทีโลก
- ประเด็นที่สองคือ การยกระดับ “อาสาสมัครเพื่อเร่งขับเคลื่อน SDGs” (Volunteerism for SDG Acceleration) โดยเสนอการพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้อาสาสมัครแห่งชาติ (National Volunteer Learning Platform) การบูรณาการจิตอาสาเข้ากับนโยบายระดับกระทรวง และการจัดทำรายงานสถานการณ์งานอาสาสมัครในประเทศไทย เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างยั่งยืน
ขยายความร่วมมือสู่การปฏิบัติจริงร่วมกับหน่วยงานของสหประชาชาติ
ในช่วงท้ายของการประชุม ผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ของ UN ได้เสนอแนวทางความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม อาทิ ความเชี่ยวชาญของธรรมศาสตร์เรื่องเศรษฐกิจการดูแล (Care Economy) และการจัดซื้อจัดจ้างที่คำนึงถึงเพศสภาพ โอกาสการเชื่อมโยงงานอาสาสมัครระดับโลกกับศูนย์อาชีพของมหาวิทยาลัย การใช้เครื่องมือ Thai SDG Micro-Primer และการเชิญชวนนักศึกษาสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าร่วมโครงการ Girls in ICT เพื่อส่งเสริมบทบาทผู้หญิงในสาย STEM
ทั้งนี้ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยังได้หารือถึงความเป็นไปได้ในการเชิญผู้เชี่ยวชาญจาก UN มาร่วมเป็นอาจารย์พิเศษ ซึ่งได้รับการตอบรับด้วยความยินดี นับเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยไทยกับสหประชาชาติอย่างเป็นรูปธรรม
ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม คณะผู้บริหารและคณะผู้แทนจาก UN ได้ร่วมเยี่ยมชม SDG Exhibition ณ อุทยานการเรียนรู้ป๋วย 100 ปี เพื่อรับชมผลงานการขับเคลื่อน SDGs ของคณาจารย์และบุคลากรมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์





