แม้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จะมิได้ประทับอยู่ ณ ที่แห่งนี้แล้ว ทว่าผลสัมฤทธิ์แห่งพระราชกรณียกิจที่ทรงอุทิศตลอดพระชนม์ชีพ ยังคงเป็นรากฐานสำคัญที่สร้างคุณูปการแก่สังคมอย่างต่อเนื่อง
ในฐานะศิษย์เก่าผู้ทรงเกียรติของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นแบบอย่างในการนำองค์ความรู้ทางกฎหมายมาสร้างคุณประโยชน์แก่สังคมอย่างเป็นรูปธรรม พระราชกรณียกิจนานัปการที่ทรงมุ่งเน้นการหยิบยื่นโอกาสและสร้างความเป็นธรรม ล้วนเป็นที่ประจักษ์ชัดและสอดคล้องกับกรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ขององค์การสหประชาชาติอย่างลึกซึ้ง โดยพระราชกรณียกิจที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน อาทิ
1. โครงการกำลังใจ : การหยิบยื่นโอกาสแก่ผู้ก้าวพลาดในกระบวนการยุติธรรม
พระองค์ทรงมีพระดำริให้จัดตั้ง “โครงการกำลังใจ” ขึ้น เพื่อประทานความช่วยเหลือและหยิบยื่นโอกาสให้แก่กลุ่มคนในสังคมที่เคยก้าวพลาด โดยทรงมีมุมมองว่าสังคมจะสงบสุขได้ก็ต่อเมื่อทุกคนรู้จักเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน และเมื่อกระบวนการทางกฎหมายสิ้นสุดลงแล้ว ทุกฝ่ายก็สมควรที่จะได้รับโอกาสในการกลับมาเริ่มต้นใช้ชีวิตใหม่ร่วมกันอีกครั้ง
ทว่าในความเป็นจริง กลุ่มผู้เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม เช่น ผู้ต้องขัง ผู้ถูกคุมประพฤติ หรือผู้ที่เป็นจำเลย มักไม่ได้รับโอกาสจากสังคมเท่าที่ควร ทำให้ขาดหนทางในการดำเนินชีวิต โครงการกำลังใจนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นสื่อกลางที่แสดงให้เห็นว่าสังคมยังพร้อมให้อภัยและเป็นกำลังใจให้พวกเขาก้าวผ่านอุปสรรคไปได้ ซึ่งหากบุคคลเหล่านี้ได้รับโอกาสและเรียนรู้ที่จะเคารพสิทธิผู้อื่น ก็จะช่วยลดปัญหาการกระทำผิดซ้ำซ้อน เปลี่ยนพวกเขาให้เป็นประชากรที่มีคุณภาพ และนำพาสังคมไปสู่ความสงบสุขอย่างแท้จริง
โครงการกำลังใจ มุ่งเน้นการทำงานเพื่อเติมเต็มในส่วนที่หน่วยงานภาครัฐยังขาดแคลนทรัพยากร โดยจะเลือกจัดกิจกรรมที่ไม่ซ้ำซ้อนกับงานของราชการ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่
- กลุ่มผู้ต้องขังสตรี
- กลุ่มเด็กที่ติดมากับผู้ต้องขัง
- กลุ่มเด็กและเยาวชนที่กระทำผิด และ
- กลุ่มผู้ขาดโอกาสอื่นๆ ในกระบวนการยุติธรรม
นอกจากการให้กำลังใจและให้โอกาสแก่กลุ่มเป้าหมายดังกล่าวแล้ว โครงการฯ ยังมีเป้าหมายสำคัญในการรณรงค์ให้สังคมไทย เป็นสังคมที่พร้อมจะเป็นกำลังใจและให้โอกาสแก่บุคคลที่แม้จะก้าวพลาดแต่ก็ได้เรียนรู้ที่จะเริ่มชีวิตใหม่เป็นคนดีของสังคม
โครงการกำลังใจ ในพระดำริฯ นี้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในเป้าหมายที่ 5 ความเท่าเทียมทางเพศ, เป้าหมายที่ 10 ลดความเหลื่อมล้ำ และเป้าหมายที่ 16 ความสงบสุขยุติธรรมและสถาบันเข้มแข็ง
(ที่มา : TIJ Bangkok Rules)

2. ข้อกำหนดกรุงเทพ (Bangkok Rules) : ยกระดับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนของผู้หญิงสุ่ระดับสากล
จากความสำเร็จของ “โครงการกำลังใจ” สู่การผลักดัน “ข้อกำหนดกรุงเทพ” (The Bangkok Rules) หรือ ข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง (United Nations Rules for the Treatment of Women Prisoners and Non-Custodial Measures for Women Offenders)
ในปี พ.ศ. 2551 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ได้ทรงนำเสนอแนวคิด “Partnership Model” หรือ “Inspire Model” ณ องค์การสหประชาชาติ เพื่อเป็นต้นแบบการดึงความร่วมมือจากเครือข่ายภาคสังคมมาช่วยอุดช่องโหว่ด้านงบประมาณของภาครัฐ นอกจากนี้ บนเวทีการอภิปราย ยังทรงเน้นย้ำถึงทัศนะที่ว่า การอนุญาตให้ลูกได้ใกล้ชิดกับแม่ในเรือนจำจะเป็นพลังใจสำคัญที่ช่วยฟื้นฟูจิตใจผู้ต้องขัง ลดโอกาสการกระทำผิดซ้ำ และสร้างแรงผลักดันในการกลับตัวเป็นคนดี ซึ่งแนวพระดำรินี้ได้รับการชื่นชมและจุดประกายความหวังในเวทีระดับนานาชาติเป็นอย่างมาก
จากจุดเริ่มต้นดังกล่าว เมื่อเสด็จกลับประเทศไทย พระองค์ได้ทรงมอบแนวทางให้คณะทำงานทำการศึกษาเรื่องมาตรฐานผู้ต้องขังของสหประชาชาติที่มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 ซึ่งยังขาดความเข้าใจในมิติเพศภาวะ เรือนจำถูกสร้างขึ้นเพื่อผู้ชายและไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับข้อจำกัดของผู้ต้องขังหญิง จึงทรงมีพระดำริให้ริเริ่ม โครงการ Enhancing Life of Female Inmate (ELFI) หรือโครงการจัดทำข้อเสนอในนามประเทศไทยเพื่อผลักดันให้เป็นข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำ และมีการร่างข้อกำหนดกรุงเทพร่างแรกขึ้นมา โดยได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากภูมิภาคต่าง ๆ มาร่วมให้คำปรึกษาด้วย
ด้วยความมุ่งมั่นและการรณรงค์ผลักดันในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ในวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 65 จึงมีมติเห็นชอบรับรอง “ข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง” โดยได้รับการขนานนามว่า “ข้อกำหนดกรุงเทพ” (The Bangkok Rules) เพื่อเป็นเกียรติแก่ประเทศไทยในฐานะผู้นำการผลักดัน
สาระสำคัญของข้อกำหนดกรุงเทพ
- การมุ่งเน้นการยกระดับและปรับปรุงกระบวนการดูแลผู้ต้องขังหญิงอย่างรอบด้านและครอบคลุม ตั้งแต่กระบวนการแรกรับ การฟื้นฟูเยียวยาสภาพจิตใจและทัศนคติ ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัว
- การทำให้เรือนจำเป็นสถานที่เปลี่ยนชีวิตอย่างแท้จริง ด้วยการใช้กิจกรรมที่หลากหลายเพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจ กิจกรรมที่สอดคล้องกับศักยภาพของผู้ต้องขัง ให้โอกาสเรียนรู้เพื่อปรับวุฒิการศึกษาและการฝึกอาชีพ เพื่อปูทางให้พวกเขาสามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืน
การผลักดันข้อกำหนดกรุงเทพ มีความสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในเป้าหมายที่ 5 ความเท่าเทียมทางเพศ, เป้าหมายที่ 10 ลดความเหลื่อมล้ำ และเป้าหมายที่ 16 ความสงบสุข ยุติธรรม และสถาบันเข้มแข็ง
(ที่มา : TIJ Bangkok)

3. การผลักดันหลักนิติธรรมสู่วาระการพัฒนาระดับโลก และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 16 (SDG 16)
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯทรงมีพระวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลโดยทรงชี้ให้เห็นว่าสังคมจะไม่สามารถเติบโตและก้าวหน้าได้อย่างยั่งยืนหากยังขาดเสถียรภาพและความยุติธรรม เนื่องจากความวุ่นวายในสังคมมักมีสาเหตุมาจากกฎหมายที่ไม่มีความเป็นธรรมและกระบวนการยุติธรรมที่ไร้ประสิทธิภาพ พระองค์ทรงเน้นย้ำถึงความเชื่อมโยงที่แยกขาดจากกันไม่ได้ระหว่างหลักนิติธรรม ความยุติธรรม และการพัฒนา
ในช่วงที่ทรงดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ กรุงเวียนนา ระหว่างปี พ.ศ. 2555-2557 พระองค์ทรงเป็นผู้นำในการสร้างแรงผลักดันทางการเมืองผ่านการจัดประชุมระดับนานาชาติว่าด้วยหลักนิติธรรม (The Bangkok Dialogue on the Rule of Law) ในปี พ.ศ. 2556 เพื่อยกระดับกระบวนการยุติธรรมของไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล
พระราชกรณียกิจที่สำคัญยิ่งคือการที่ทรงร่วมกับผู้แทนประเทศต่างๆ ผลักดันให้มีการบรรจุประเด็นหลักนิติธรรมไว้ในวาระการพัฒนาของสหประชาชาติหลังปี พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015) โดยพระองค์ทรงมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้เพิ่มเรื่อง ‘ความยุติธรรม’ เข้าไปในเป้าหมายที่ 16 ซึ่งเดิมมีเพียงเรื่องสันติภาพเท่านั้น ด้วยเหตุผลที่ว่าสันติภาพจะเกิดขึ้นได้ต้องมีการสร้างความยุติธรรมควบคู่กันไป
ความสำเร็จดังกล่าวส่งผลให้หลักนิติธรรมและการอำนวยความยุติธรรมได้รับการกำหนดเป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 16 ว่าด้วยสันติภาพ ความยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง ซึ่งนับเป็นมรดกทางกระบวนการยุติธรรมชิ้นสำคัญที่พระองค์มอบไว้ให้แก่ประชาคมโลก
4. บทบาทการเป็นทูตสันถวไมตรี
ด้วยพระปรีชาสามารถและพระวิริยะอุตสาหะอันเป็นที่ประจักษ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ด้วยการนำความรู้มาบูรณาการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พระองค์จึงทรงได้รับการยกย่องจากประชาคมระหว่างประเทศ และทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายตำแหน่งทูตสันถวไมตรี (Goodwill Ambassador) จากหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติถึงสองวาระด้วยกัน
ใน พ.ศ. 2551 กองทุนการพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UNIFEM ปัจจุบันคือ UN Women) ได้ทูลเกล้าฯ ถวายตำแหน่งทูตสันถวไมตรีประจำประเทศไทยแด่พระองค์ท่าน ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องความสำเร็จของ “โครงการกำลังใจ” ที่ได้ดำเนินการช่วยเหลือและสร้างโอกาสให้ผู้ต้องขังหญิงที่ตั้งครรภ์และทารกในทัณฑสถานหลายแห่งนอกจากนี้ยังทรงเป็นแกนนำในการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณชนโครงการระดับโลกอย่าง “Say NO to Violence against Women” เพื่อยุติความรุนแรงต่อสตรีและเด็กหญิง
ต่อมาในปี พ.ศ. 2560 สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime – UNODC) ได้ทูลเกล้าฯ ถวายตำแหน่งทูตสันถวไมตรีด้านหลักนิติธรรมสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นผลมาจากพระวิริยะอุตสาหะในการสนับสนุนการดำเนินงานของ UNODC ในภูมิภาค และการระดมความร่วมมือในประเด็นท้าทายระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการส่งเสริมวาระ 2030 เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ โดยบทบาททั้งหมดนี้ล้วนเชื่อมโยงและตอบสนองต่อเป้าหมายที่ 5 และ 16 ของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนบนเวทีสากลอย่างเต็มภาคภูมิ
(ที่มา : UNODC, UN News, BBC News, Thairath, BBC News, TIJ Bangkok)

พระราชกรณียกิจดังกล่าวข้างต้น สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่มุ่งแก้ปัญหาจากรากฐานชุมชนไปสู่นโยบายระดับสากล พระองค์ทรงเป็นต้นแบบในการนำความรู้มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนในสังคม ช่วยขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ได้อย่างเป็นรูปธรรมและทรงพลัง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงมุ่งมั่นสานต่อพระราชปณิธานนี้ ด้วยการบ่มเพาะให้นักศึกษานำองค์ความรู้ออกไปรับใช้สังคมและผลักดันสังคมไทยให้ยั่งยืนและยุติธรรมในทุกมิติอย่างแต่จริง