ประเด็นสำคัญ (Highlights)
- มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ กรมอุทยานแห่งชาติ ฯ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดทำโครงการวิจัยการพัฒนาศักยภาพการผลิตวุ้นเฉาก๊วย และการปลูกพืชสกุลเฉาก๊วย (Platostoma spp.) ที่พบในประเทศไทย เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ BCG Model
- มีการหาพื้นที่ทำแปลงทดสอบใน 5 จังหวัด คือ เชียงใหม่ กำแพงเพชร เลย บึงกาฬ และอุบลราชธานี เพื่อทดสอบสูตรดินเบื้องต้นที่เหมาะสมต่อการเพาะเมล็ด
- โครงการมุ่งยกระดับความมั่นคงทางอาหาร การพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปใหม่ การสร้างรายได้ให้ชุมชน และการอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพของชาติอย่างยั่งยืน
แม้ตลาดผลิตภัณฑ์เฉาก๊วยในประเทศไทยจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่พบว่ายังต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบต้นเฉาก๊วยแห้งจากต่างประเทศ เช่น จีน ไต้หวัด เวียดนาม และอินโดนีเซีย มากกว่า 400-500 ตันแห้งต่อปี คิดเป็นมูลค่า 48-80 ล้านบาทต่อปี ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและการขนส่งสูงขึ้น
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงผนึกกำลังร่วมกับ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดทำโครงการวิจัยการพัฒนาศักยภาพการผลิตวุ้นเฉาก๊วย และการปลูกพืชสกุลเฉาก๊วย (Platostoma spp) ที่พบในประเทศไทย ตามที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) ปีงบประมาณ 2569 เพื่อพัฒนาคุณภาพพืชสกุลเฉาก๊วย สร้างอาชีพและกระจายรายได้สู่ชุมชน
ความร่วมมือของ มธ. กับการยกระดับพืชสกุลเฉาก๊วยไทย
โครงการดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากนักวิจัยรวม 7 ท่าน จาก 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมี ผศ.ดร.ทิวธวัฒ นาพิรุณ นักวิจัยจากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพฤกษเคมีของพืชป่าและสมุนไพร พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญจากกรมอุทยานแห่งชาติฯ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อีกจำนวน 6 ท่าน ร่วมดำเนินการ
ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยโมเดล BCG
การวิจัยนี้ขับเคลื่อนด้วยโมเดล BCG หรือ Bio-Circular-Green Economy Model คือแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยการบูรณาการ 3 มิติสำคัญเข้าด้วยกัน
- เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) : ชูจุดเด่นเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพของเฉาก๊วยไทย พัฒนาเป็นวัตถุดิบทางการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุดจากทรัพยากรในท้องถิ่น
- เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) : มีการวิจัยครอบคลุมตั้งแต่การอนุรักษ์พันธุกรรม การพัฒนาเทคนิค การเพาะปลูกและขยายพันธุ์ การผลิตวัตถุดิบ ไปจนถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์วุ้นเฉาก๊วยที่มีคุณภาพ
- เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) : เน้นการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อนุรักษ์ระบบนิเวศ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างความสมดุลทางธรรมชาติอย่างยั่งยืน
3 ขั้นตอนดำเนินการ วิเคราะห์และพัฒนาการผลิตวุ้นเฉาก๊วยเพื่อสังคม
การดำเนินโครงการแบ่งการดำเนินการออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่
- การประเมินศักยภาพทางการเกษตรและเศรษฐกิจของพืชสกุลเฉาก๊วยชนิดต่าง ๆ ในประเทศไทย 16 ชนิด (1 ชนิดเฉาก๊วยจีน + 15 ชนิดสายพันธุ์ป่า) โดยการเก็บข้อมูลทางด้านชีววิทยา และตัวอย่างที่มีชีวิต และตัวอย่างเพื่อวิเคราะห์ผลทางพฤกษเคมี และศึกษาวิธีการเพาะปลูก การขยายพันธุ์ ตามสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างในแปลงทดสอบทั่วประเทศไทย
- การศึกษาทางพฤกษเคมี พิษวิทยา โภชนาการ เพื่อตรวจสอบสารสำคัญของเฉาก๊วยชนิดต่างๆ ในประเทศไทย เปรียบเทียบกับต้นเฉาก๊วยจีนชนิดที่มีการนำเข้า
- การพัฒนาศักยภาพผลิตภัณฑ์วุ้นเฉาก๊วย 4 ชนิด (1 ชนิดเฉาก๊วยจีน + 2 ชนิดสายพันธุ์ป่า)
การสำรวจป่าสู่การสร้างแปลงทดลอง 5 จังหวัด
ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ทางคณะวิจัยได้มีการประชุมเพื่อวางแผนการดำเนินงาน อบรมเจ้าหน้าที่ด้านการจำแนกชนิดพืชสกุลเฉาก๊วย และออกแบบวิธีเก็บข้อมูล มีการสำรวจพืชสกุลเฉาก๊วยเพื่อเก็บต้นพันธ์ุ เมล็ดดิน และตัวอย่างดิน จำนวน 11 ตัวอย่าง รวม 10 ชนิด โดยเป็นเฉาก๊วยจีน 1 ชนิด และเฉาก๊วยป่า 9 ชนิด
นอกจากนี้ยังมีการหาพื้นที่ทำแปลงทดสอบใน 5 จังหวัด คือ เชียงใหม่ กำแพงเพชร เลย บึงกาฬ และอุบลราชธานี เพื่อทดสอบสูตรดินเบื้องต้นที่เหมาะสมต่อการเพาะเมล็ด โดยทำการทดสอบการขยายพันธุ์ด้วยการปักชำกิ่งพืชสกุลเฉาก๊วย 3 ชนิด ได้แก่ เฉาก๊วยจีน 1 ชนิด และเฉาก๊วยป่า 3 ชนิด (อยู่ระหว่างการทดลอง) และการทดสอบการขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดจำนวน 3 ชนิด (อยู่ระหว่างการทดลอง)
ยกศักยภาพเฉาก๊วยไทย สู่พืชเศรษฐกิจใหม่
โครงการวิจัยนี้มีเป้าหมายในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อหลายภาคส่วน ปี 2569 เป็นปีแรกของการวิจัย โดยโครงการมีระยะเวลาดำเนินงาน 3 ปี ระหว่างปี 2569-2571 ซึ่งคาดหวังว่าจะนำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางอาหาร การพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปใหม่ การสร้างรายได้ให้ชุมชน และการอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพของชาติอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาประเทศด้วยโมเดล BCG ที่มุ่งสู่อนาคตที่สมดุล มั่นคง และยั่งยืน
ที่มา:
