ธรรมศาสตร์ทะยานสู่ TOP 4 ของโลกด้าน SDG 16 ขับเคลื่อน ‘สังคมยุติธรรม’ ด้วยองค์ความรู้ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คว้าอันดับ 1 ของประเทศไทย และอันดับ 4 ของโลก ในด้านเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 16 (SDG 16) ว่าด้วยสันติภาพ ความยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง จากการจัดอันดับ THE Impact Rankings 2025 ท่ามกลางมหาวิทยาลัยกว่า 1,214 แห่งทั่วโลก ความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลลัพธ์จากการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนภายใต้วิสัยทัศน์ “ศูนย์กลางความรู้เพื่อสังคมยุติธรรม” ซึ่งสะท้อนผ่านการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมในหลากหลายมิติ
เจาะลึก 3 กลยุทธ์หลักสู่ความสำเร็จ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชล บุนนาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) และผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เปิดเผยเบื้องหลังความสำเร็จว่าเกิดจากการทำงานอย่างเป็นระบบ โดยมีกิจกรรมการดำเนินงานที่โดดเด่น 3 ด้านหลัก ดังนี้
1. พลังวิจัยเปลี่ยนสังคมและนโยบาย (Research for Impact) ธรรมศาสตร์ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการตีพิมพ์ผลงานวิชาการ แต่ให้ความสำคัญกับการวิจัยที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริงในสังคม ตัวอย่างเช่น
- งานวิจัยความรุนแรงในเยาวชน: ผลงานวิจัยหัวข้อ “Pathways, Situations, and Factors Associated with Youth Violence in Educational Settings” ได้ศึกษาถึงรากของปัญหาความรุนแรงในสถานศึกษาอย่างลึกซึ้ง และถูกนำไปต่อยอดเป็นนโยบายและคู่มือป้องกันความรุนแรงร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ
- งานวิจัยสิทธิอนามัยการเจริญพันธุ์: งานวิจัยเชิงคุณภาพ “A determination of the influence of birth control among minority women in Thailand” ที่ได้ลงพื้นที่ศึกษาและสะท้อนเสียงของผู้หญิงกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อผลักดันให้เกิดความเท่าเทียมในระบบสาธารณสุขและเคารพในความหลากหลายทางวัฒนธรรม
คุณภาพของงานวิจัยเหล่านี้สะท้อนผ่านคะแนนหมวด “Research on Peace and Justice” ที่สูงถึง 84.8 เต็ม 100
2. บูรณาการ “ความยุติธรรม” ข้ามศาสตร์ (Interdisciplinary Justice) ความเป็นธรรมในมุมมองของธรรมศาสตร์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในคณะนิติศาสตร์หรือรัฐศาสตร์ แต่ถูกหล่อหลอมอยู่ในทุกศาสตร์วิชา เพื่อสร้างความยุติธรรมในมิติที่หลากหลาย ได้แก่
- คณะพยาบาลศาสตร์ที่เน้นสิทธิมนุษยชนในระบบสุขภาพ และการเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่เท่าเทียม
- คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาที่ทำการศึกษาตีแผ่ความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง และเป็นกระบอกเสียงให้กลุ่มคนชายขอบ
- คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีที่ผลักดันแนวคิดเศรษฐกิจเพื่อสังคม (Social Economy) และสร้างกลไกตลาดที่เป็นธรรมเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง
การบูรณาการข้ามศาสตร์นี้ทำให้บัณฑิตของธรรมศาสตร์มีความเข้าใจในมิติสังคมอย่างลึกซึ้ง และพร้อมเป็นพลเมืองที่สร้างการเปลี่ยนแปลง
3. สานพลังภาครัฐและวางรากฐานธรรมาภิบาล (Government Collaboration & Good Governance) ธรรมศาสตร์ทำหน้าที่เป็น “พื้นที่กลาง” ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับการกำหนดนโยบายของภาครัฐ จนได้รับคะแนนเต็ม 100 ในหมวด “การทำงานร่วมกับภาครัฐ” (Working with government) ผ่านการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม เช่น
- ในปี 2023-2024 มีอาจารย์และนักวิจัยกว่า 70 คน ได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาให้แก่หน่วยงานรัฐในทุกระดับ
- ดำเนินโครงการวิจัยเชิงนโยบายร่วมกับภาครัฐกว่า 125 โครงการในปีเดียว
- ศูนย์วิจัย SDG Move ร่วมมือกับ สกสว. และเครือข่ายมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ประเมินสถานการณ์ความยั่งยืนและรวบรวมข้อมูลจากระดับท้องถิ่น เพื่อขับเคลื่อนแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของประเทศ
จากอุดมการณ์สู่การปฏิบัติ: วัฒนธรรมองค์กรและพลเมืองรุ่นใหม่
ความสำเร็จทั้งหมดนี้หยั่งรากลึกจากวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดมั่นใน “เสรีภาพทางวิชาการ” (Academic Freedom) ซึ่งธรรมศาสตร์เพิ่งประกาศเป็นจุดยืนสำคัญอีกครั้ง การเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาและบุคลากรได้ตั้งคำถามและแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ ภายใต้กรอบของความรับผิดชอบต่อสังคม คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ธรรมศาสตร์ได้รับคะแนนด้านธรรมาภิบาล (University Governance Measures) สูงถึง 93.8 เต็ม 100
ผศ. ชล บุนนาค กล่าวทิ้งท้ายว่า “เสรีภาพที่มีกรอบของความรับผิดชอบ มุ่งประโยชน์ส่วนรวม และอยู่ภายใต้หลักแห่งเหตุผลและกติกาของสังคม ในห้วงเวลาที่โลกกำลังสับสนกับเส้นแบ่งของ ‘เสรีภาพ’ กับ ‘ไร้ขอบเขต’ ธรรมศาสตร์เลือกที่จะนิยามเสรีภาพอย่างมีสติและหลักการ”
การได้รับการจัดอันดับเป็นเพียงภาพสะท้อนหนึ่ง แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการที่ธรรมศาสตร์ยังคงยืนหยัดในเจตนารมณ์ “มหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน” อย่างไม่เปลี่ยนแปลง พร้อมบ่มเพาะคนรุ่นใหม่ให้เป็นพลเมืองที่มีหัวใจของความยุติธรรม และพร้อมสร้างสังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอย่างยั่งยืน





