ในยุคที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่จากวิกฤตเชิงโครงสร้างประชากรที่มีอัตราการเกิดต่ำที่สุดในรอบ 75 ปี การหาทางออกเพื่อความอยู่รอดของสังคมไม่ได้อยู่แค่ในห้องวิจัยคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงรับบทบาทเป็นพื้นที่กลางทางปัญญา เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ผ่านการเป็นสะพานเชื่อมต่อ เปิดเวทีเสวนาวิชาการ “สิทธิความเป็นมารดาของแรงงานหญิง มุมมองเศรษฐกิจ สังคม กับนิยามการคุ้มครองแรงงานในอนาคต” ร่วมกับเครือข่ายขับเคลื่อนกฎหมายคุ้มครองแรงงานว่าด้วยสิทธิความเป็นมารดาของแรงงานหญิง เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ณ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
เวทีนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 80 ท่าน จากหลายภาคส่วน ทั้งเครือข่ายแรงงาน นักวิชาการ และผู้แทนพรรคการเมือง โดยมีจุดมุ่งหมายของการจัดเวทีเสวนา คือการให้ความรู้และผลักดันกฎหมายคุ้มครองสิทธิแรงงานหญิงอย่างเป็นรูปธรรม สร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนเพื่อกําหนดทิศทางนโยบายในอนาคต และการใช้สื่อสาธารณะเพื่อสร้างความตระหนักรู้ในสังคม



จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน เปลี่ยนสวัสดิการเป็นการลงทุนทางสังคม
รศ. ดร.พีระ เจริญพร คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สิทธิความเป็นมารดาของแรงงานหญิงไม่ใช่เพียงเรื่องกฎหมายแรงงานหรือสวัสดิการพื้นฐาน แต่เป็นวาระเชิงโครงสร้างที่ผูกโยงกับศักยภาพการแข่งขัน การพัฒนาทุนมนุษย์ และความเสมอภาคทางเพศของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่ไทยกำลังเผชิญปัญหาโครงสร้างประชากรทั้งสังคมสูงวัยและอัตราการเกิดที่ตกต่ำ ทั้งนี้ ตามแนวคิด “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ของอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ สิทธิความเป็นมารดาไม่ควรถูกมองเป็นภาระต้นทุนของภาคธุรกิจ หากแต่เป็นการลงทุนทางสังคมระยะยาวที่จะคืนผลตอบแทนในรูปของแรงงานที่มีคุณภาพ ครอบครัวที่มั่นคง และการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพในระดับประเทศ
การขับเคลื่อนนโยบายคุ้มครองแรงงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริง ต้องสร้างสมดุลระหว่างคุณภาพชีวิตของลูกจ้าง ความอยู่รอดของภาคเอกชน และการเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมกัน การออกแบบระบบดังกล่าวจำเป็นต้องบูรณาการศาสตร์ต่างๆ ทั้งเศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ กฎหมาย และนโยบายสาธารณะ ร่วมกับการเปิดรับฟังเสียงจากทุกภาคส่วน เวทีเสวนาในครั้งนี้จึงเป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนอย่างสร้างสรรค์ที่จะนําไปสู่การสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ เพื่อสร้างข้อเสนอเชิงนโยบายที่อิงหลักฐานเชิงประจักษ์ นำไปบังคับใช้ได้จริง และยกระดับการคุ้มครองสิทธิแรงงานไทยให้เป็นธรรมและเท่าทันการเปลี่ยนแปลงในระดับสากล


มุมมองข้อเสนอทางวิชาการต่อสิทธิความเป็นมารดาของแรงงานหญิงในมิติเศรษฐกิจและสังคม
ในมิติทางเศรษฐศาสตร์ รศ. ดร.กิริยา กุลกลการ ได้ชี้ให้เห็นถึงภาวะตลาดล้มเหลว เนื่องจากเด็กที่เกิดมาคือสินค้ากึ่งสาธารณะที่จะเติบโตไปเป็นผู้สร้างระบบเศรษฐกิจ จ่ายภาษีและขับเคลื่อนระบบบำนาญให้แก่คนทั้งสังคม แต่ต้นทุนและภาระในการดูแลกลับตกอยู่กับผู้หญิงเพียงฝ่ายเดียว สิ่งนี้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ “บทลงโทษจากการมีลูก” (Child Penalty) ที่ทำให้รายได้ของผู้หญิงดิ่งลงอย่างรุนแรงหลังมีบุตรคนแรกและอาจไม่ฟื้นกลับมาอีกเลยเป็นเวลานาน
รศ. ดร.กิริยา ได้เสนอแนวทาง 5 ยุทธศาสตร์เพื่อพลิกวิกฤตประชากรและสิทธิแรงงาน เพื่อการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ได้แก่
1. โอนต้นทุนเข้าสู่สังคม 100% รัฐหรืองบจากกองทุนประกันสังคมต้องเป็นผู้จ่ายค่าจ้างช่วงลาคลอด เพื่อปลดล็อกภาระของนายจ้าง และลบล้างแรงจูงใจในการเลือกปฏิบัติทางเพศตั้งแต่ต้นทาง
2. ขยายสิทธิให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบ สิทธิการลาต้องผูกติดกับ “ตัวบุคคล” ไม่ใช่ผูกกับสัญญา จ้างของนายจ้างรายใดรายหนึ่ง เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีการทํางานที่ยืดหยุ่นในปัจจุบัน
3. บังคับใช้สิทธิวันลาของพ่อแบบใช้ไม่หมดให้ตัดทิ้ง เพื่อดึงผู้ชายเข้ามามีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูลูก เป็นการเปลี่ยนบรรทัดฐานทางสังคมด้านภาระงานดูแลอย่างเป็นรูปธรรม
4. จัดตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กถ้วนหน้า รัฐต้องมองว่างานดูแลและศูนย์เลี้ยงเด็กคือโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่สําคัญเทียบเท่ากับถนนหนทางและไฟฟ้า ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของครอบครัว
5. ตั้งเป้าหมายคู่ขนาน รัฐต้องไม่บังคับให้ผู้หญิงต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ต้องสร้างนโยบายที่ดึง ผู้หญิงเข้าสู่ตลาดแรงงานเพิ่มขึ้น ไปพร้อมๆ กับการประคองอัตราการเจริญพันธุ์ไม่ให้ดิ่งลงไปกว่านี้ ประเทศที่บีบบังคับให้ผู้หญิงต้องเลือกระหว่างงานหรือลูก ท้ายที่สุดแล้วประเทศนั้นจะสูญเสียทั้งสอง อย่าง การลงทุนในสิทธิความเป็นมารดาที่ออกแบบมาอย่างถูกต้อง จึงเป็นนโยบายเศรษฐกิจระดับมห ภาคที่คุ้มค่าที่สุดที่ประเทศไทยยังลงทุนน้อยเกินไป


พื้นที่กลางที่ลดช่องว่าง เพื่อความยั่งยืน
การจัดเวทีเสวนาวิชาการในครั้งนี้เป็นการเปิดพื้นที่ที่ช่วยลดช่องว่างระหว่างภาคส่วนต่างๆ และเปลี่ยนความรู้ในห้องเรียนสู่การออกแบบนโยบายที่ตอบสนองต่อความต้องการในทุกภาคส่วน ส่งผลให้ข้อเสนอสวัสดิการมีความสมดุลและสามารถนำไปใช้ได้จริง
ธรรมศาสตร์เชื่อมั่นว่า ประเทศที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืนจะต้องไม่บีบให้ผู้หญิงหรือคนทำงานคนใดคนหนึ่งต้องเลือกระหว่างความก้าวหน้าในอาชีพการงานกับคุณภาพชีวิตที่ดีของครอบครัวอีกต่อไป การลงทุนในสิทธิความเป็นมารดาที่ออกแบบมาอย่างถูกต้อง จึงเป็นนโยบายเศรษฐกิจระดับมหภาคที่คุ้มค่าที่สุดที่ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการ



สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดเชิงลึกและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายฉบับสมบูรณ์จากเวทีเสวนาวิชาการนี้ สามารถติดตามอ่านได้จาก สรุปเวทีเสวนาวิชาการ “สิทธิความเป็นมารดาของแรงงานหญิง มุมมองเศรษฐกิจ สังคม กับนิยามการคุ้มครองแรงงานในอนาคต” ฉบับเต็ม
หรือสามารถรับชมเสวนาย้อนหลังได้ที่