พลิกปัญหาน้ำเสียสู่คุณภาพชีวิต: ธรรมศาสตร์ชู “ปทุมธานีโมเดล” สร้างสวนชุมชนจากนวัตกรรมบำบัดน้ำ
ชุมชนแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานีเคยเผชิญปัญหาน้ำท่วมขังเรื้อรัง น้ำเสียส่งกลิ่นรบกวน และขาดพื้นที่สีเขียวสำหรับการใช้ชีวิตร่วมกัน คนในพื้นที่ต้องอยู่กับสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตมาเป็นเวลานาน ก่อนที่พื้นที่กว่า 2,100 ตารางเมตร แห่งนี้จะเปลี่ยนบทบาทใหม่ กลายเป็นสวนชุมชนที่เขียวชอุ่ม มีชีวิตชีวา และตอบโจทย์การใช้งานของคนทุกช่วงวัย
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดจาก “โครงการปทุมธานีโมเดล” ซึ่งนำแนวคิดการจัดการน้ำอย่างยั่งยืนมาแก้ปัญหาพื้นที่เมือง โครงการนำ น้ำทิ้งจากครัวเรือน มาบำบัดและหมุนเวียนใช้ใหม่ แทนการปล่อยน้ำเสียลงสู่คลองสาธารณะ พร้อมทั้งพัฒนาพื้นที่รกร้างให้กลายเป็นสวนชุมชนที่สร้างประโยชน์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจในระดับชุมชน
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ริเริ่มโครงการนี้ โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร. คิม นีล ไอร์ไวน์ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ฟ้า ลิขิตสวัสดิ์ ทำหน้าที่ขับเคลื่อนหลัก ร่วมกับพันธมิตรอย่าง สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) และ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (CODI) ทุกภาคส่วนทำงานร่วมกันด้วยเป้าหมายเดียวกัน คือ ยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมืองผ่านนวัตกรรมและการมีส่วนร่วมของชุมชน
นวัตกรรมที่เปลี่ยนน้ำทิ้งให้เป็นน้ำใส
ทีมโครงการนำ “สวนบำบัดน้ำแนวตั้ง” มาใช้เป็นหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหา ระบบนี้ผสานองค์ความรู้ด้านภูมิสถาปัตยกรรม วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม และธรรมชาติบำบัดเข้าด้วยกัน โดยใช้พืชพรรณเฉพาะทางร่วมกับชั้นวัสดุกรองตามธรรมชาติ เช่น กรวด ทราย และวัสดุชีวภาพ ทำหน้าที่กรองและฟื้นฟูคุณภาพน้ำอย่างเป็นขั้นตอน
ระบบสวนบำบัดน้ำแนวตั้งสามารถจัดการน้ำทิ้งจากการอุปโภค หรือ greywater ได้สูงสุดถึง วันละ 9,000 ลิตร (9 ลูกบาศก์เมตร) ก่อนนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้รดน้ำและหล่อเลี้ยงสวนชุมชนโดยรอบ แนวทางนี้ช่วยลดปริมาณน้ำเสีย ลดภาระระบบระบายน้ำ และสร้างวงจรการใช้น้ำอย่างคุ้มค่าในพื้นที่เดียวกัน
สวนชุมชนแห่งนี้เต็มไปด้วยพืชผักสวนครัว สมุนไพร และไม้ประดับที่ชาวบ้านดูแลร่วมกัน พื้นที่สีเขียวไม่เพียงช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศในเมือง แต่ยังลดความร้อน เพิ่มความร่มรื่น และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับครัวเรือนในชุมชน
ชุมชนคือ “ผู้สร้าง” ไม่ใช่แค่ “ผู้รับ”
โครงการปทุมธานีโมเดลยึดหลักการทำงานที่ให้ ชุมชนเป็นศูนย์กลาง ทีมงานเปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมตั้งแต่การสะท้อนปัญหาที่พบในชีวิตประจำวัน การกำหนดความต้องการของพื้นที่ ไปจนถึงการออกแบบแนวทางแก้ไขร่วมกับนักวิชาการ
เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการก่อสร้าง ชุมชนยังคงมีบทบาทสำคัญ ช่างในพื้นที่ร่วมลงมือสร้างและติดตั้งระบบต่าง ๆ ด้วยตนเอง กระบวนการนี้ช่วยให้ชาวบ้านเข้าใจโครงสร้างและการทำงานของระบบอย่างแท้จริง ส่งผลให้สามารถดูแล ซ่อมแซม และพัฒนาพื้นที่ต่อไปได้โดยไม่ต้องพึ่งพาภายนอกมากนัก
การทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ ความภูมิใจ และความรับผิดชอบร่วม ซึ่งกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้โครงการดำเนินต่อไปได้ในระยะยาว
ห้องเรียนภาคสนามของนักศึกษาสู่การแก้ปัญหาจริง
โครงการปทุมธานีโมเดลยังทำหน้าที่เป็น ห้องเรียนภาคสนาม สำหรับนักศึกษาภูมิสถาปัตยกรรมและสาขาที่เกี่ยวข้อง นักศึกษาได้ลงพื้นที่จริง ทำงานร่วมกับนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ และชาวบ้านในบริบทของพื้นที่จริง ประสบการณ์นี้ช่วยให้นักศึกษาเข้าใจมิติทางสังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม พร้อมพัฒนาทักษะการทำงานข้ามศาสตร์ การสื่อสาร และการออกแบบเชิงมนุษย์เป็นศูนย์กลาง นักศึกษาจึงได้เรียนรู้ว่า การออกแบบที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากการฟังและทำงานร่วมกับผู้คนในพื้นที่
ผลลัพธ์ที่มากกว่าพื้นที่สีเขียว
ด้วยงบประมาณสนับสนุนกว่า 5.3 ล้านบาท โครงการปทุมธานีโมเดลสร้างผลลัพธ์ที่ชัดเจนทั้งด้านกายภาพและสังคม ชุมชนมีระบบจัดการน้ำที่ดีขึ้น มีพื้นที่สีเขียวสำหรับกิจกรรมร่วม และมีองค์ความรู้ในการดูแลพื้นที่ด้วยตนเอง สวนชุมชนยังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจจากการปลูกพืชผักและสมุนไพรเพื่อบริโภคและจำหน่ายในชุมชน พร้อมทำหน้าที่เป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านการจัดการน้ำและสิ่งแวดล้อมให้กับผู้ที่สนใจจากพื้นที่อื่น
ปทุมธานีโมเดลจึงกลายเป็นตัวอย่างของการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน ที่เริ่มจากการแก้ปัญหาจริงของชุมชน และเติบโตจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนอย่างเป็นรูปธรรม